ตำนานผาวิ่งชู้

  ที่บริเวณแม่น้ำปิงจะมีหน้าผาอยู่ที่หนึ่งซึ่งหน้าผาแห่งนี้เรียกว่าผาวิ่งชู้หน้าผาแห่งนี้ได้มีตำนานเล่าขานเกี่ยวกับเรื่องของความรักของเจ้าหญิงพระองค์หนึ่งกับชายหนุ่มซึ่งเป็นลูกของอำมาตย์ท่านหนึ่ง

ซึ้งชายหนุ่มคนนั้นได้หลงรักผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งมีหน้าตาที่สะสวยงดงาม โดยผู้หญิงคนนั้นคือองค์หญิงที่มีความสวยงามเป็นอย่างมาก ซึ้งทั้งชายหนุ่มและองค์หญิงต่างก็รักกันทั้งสองนั้นแอบคนกันมาสักพักแล้ว โดยถึงแม้ว่าทั้งสองอยากจะแต่งงานกันมากเพียงใดก็ทำไม่ได้เพราะว่าชายหนุ่มนั้นมีความร่ำรวยที่ไม่มากพอที่จะคู่ควรต่อเจ้าหญิง ทั้งสองจึงจำเป็นที่จะต้องแอบคบกันอย่างลับๆ

และระหวาดระแวงว่าจะมีคนมารู้เรื่องของพวกเขา โดยยิ่งเวลานั้นผ่านไปมากเท่าไหร่ โอกาศที่พวกเขาจะได้เจอกันก็ยิ่งน้อยลงเท่านั้น ดังนั้นชายหนุ่มและหญิงสาวจึงพากันคิดหาวิธีที่จะหลบนี้ไปอาศัยอยู่ด้วยกันที่อื่น พวกเขานั้นคิดมาหลายวันแต่ก็คิดไม่ออก หลังจากผ่านไปหนึ่งอาทิตย์ชายหนุ่มก็ได้คิดวิธีที่จะหลบนี้ไปที่อื่นกับองค์หญิงได้สำเร็จ

โดยชายหนุ่มนั้นได้เสนอว่า ชายหนุ่มนั้นจะนัดองค์หญิงไปที่ป่าลึก โดยชายหนุ่มนั้นจะขี่ม้าไปรอองค์หญิงในป่าและหลังจากนั้นก็จะเล่าแผนต่อ วันต่อมาองค์หญิงก็ได้รีบออกจากวังและเข้าไปในป่าและเดินทางไปในจุดที่ชายหนุ่มได้นัดเอาไว้และองค์หญิงก็ได้ไปเจอชายหนุ่ม ชายหนุ่มนั้นยืนอยู่พร้อมกับม้าของเขา

โดยชายหนุ่มนั้นได้เล่าแผนต่อว่า จะต้องขึ้นขี่ม้าไปพร้อมกับชายหนุ่มแล้วพวกเขานั้นก็จะขี่ม้าหนีไปที่เมืองอื่นและใช้ชีวิตอย่างมีความสุขที่เมืองอื่นและไม่คิดที่จะกลับมาที่นี่กันอีกซึ่งองค์หญิงก็ตอบตกลงที่จะหนีไปจากเมืองแห่งนี้เมื่อทั้งสองนั้นออกไปได้สักพักเมื่อพระราชาตื่นขึ้นในตอนเช้าเมื่อพระราชาหรือว่าองค์หญิงนั้นได้หายไปแล้วและได้ข่าวมาว่าชายหนุ่มก็หายไปเช่นกันราชาจึงคิดว่าทั้งสองนั้นคงจะแอบหนีไปด้วยกันแล้ว

พระราชาจึงรีบสั่งกับทหารทุกนายให้ออกไปจากพระราชวังและตามตัวองค์หญิงมาซะพระราชานั้นเสกให้ทหารรีบออกไปจากวังโดยทั้งหมดและทหารก็ได้ขี่ม้าไปตามรอยเท้าของกีบม้าที่เป็นมาของชายหนุ่มซึ่งสุดท้ายเหล่าทหารก็ได้เจอกับชายหนุ่มในที่สุดโดยชายหนุ่มนั้นก็ไม่รู้ว่าจะทำยังไงดี

เพราะพวกเขานั้นขี่ม้ามาจนสุดทางแล้วโดยด้านหลังของพวกเขาก็จะเป็นหน้าผาที่มีหุบเหวลึกมาก ชายหนุ่มไม่สามารถที่จะทำใจได้ที่จะขี่ม้าตรงไปที่หุบเหว องค์หญิงจึงได้ให้เจ้าชายนั้นไปนั่งที่นั่นหลังแทนและองค์หญิงก็ขยับตัวเองไอ้ตรงด้านหน้าของม้าแล้วรีบควบม้าลงไปที่หน้าผาอันสูงชันจนทำให้ทั้งสองนั้นตกลงไปในหน้าผาเมื่อตกถึงพื้นทั้งสองคนก็เสียชีวิตในที่สุด

โดยชาวบ้านนั้นจะได้ทำการ ขาตรงจุดนั้นว่าหน้าผาวิ่งชู้ โดยก็ไม่มีใครรู้ว่าสาเหตุของชื่อคำว่าหน้าผาวิ่งชู้นั้นมาจากอะไร แต่ที่ทางชาวบ้านนั้นได้ตั้งชื่อขึ้นมาก็เพราะว่าพวกเขานั้นตั้งชื่อนี้ขึ้นมาเพื่อที่จะทำให้ทุกคนได้รู้ว่าทั้งชายหนุ่มและองค์หญิงนั้นรักกันมากเพียงใด

 

สนับสนุนโดย   gclub

ประวัติศาสตร์เกาหลีในช่วงที่เป็นยุคเผา  ยุคพระมหากษัตริย์ในตำนาน

       สำหรับประเทศเกาหลีนั้นเป็นประเทศที่มีความเป็นมาอย่างยาวนานหลายพันปีซึ่งเป็นประเทศที่มีผู้คนจากหลากหลายเชื้อชาติมารวมตัวกันตั้งเป็นอาณาจักรแรกๆขึ้นมาหลังจากนั้นอาณาจักรนี้ก็ถูกทางด้านจีนเข้ามาปกครองและพวกเขาก็ต่อสู้กับจีนจนได้เป็นเอกราชเส้นวันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องของประวัติปากของเกาหลีในยุคแต่ละยุคกันว่าแต่ละยุคนั้นมีลักษณะความเป็นมาอย่างไรบ้าง

       สำหรับในยุคแรกนั้นเราเรียกยุคนี้ว่ายุคเผ่าเนื่องจากว่ามีคนหลายเผ่าพันธุ์มารวมตัวกันอยู่ในยุคนี้เป็นยุคเริ่มต้นของการสร้างราชอาณาจักรเกาหลีขึ้นมา  โดยมีข้อมูลว่ากันไว้ว่าเขาแรกที่เกิดขึ้นในยุคนี้นั่นก็คือเผ่าโชซอนโบราณซึ่งเป็นยุคที่มีการเลื่อนอำนาจเป็นอย่างมากเป็นยุคที่เกิดขึ้นช่วงในระหว่างปีพุทธศักราช 143 ถึง 243

โดยเผานี้จะมีการตั้งรกรากอยู่ทางแถบภาคเหนือในยุคนี้ยังมีอีกหลายเผ่าเช่นเผ่าพูยอ และยังมีเผ่าโกคูรยอ    รวมถึงเผ่าโอ๊คจอ   และยังมีอีกหลายเผ่าซึ่งแต่ละเผ่านั้นส่วนใหญ่แล้วก็จะตั้งอยู่ตามบริเวณแม่น้ำต่างๆเพื่อให้สะดวกต่อการอยู่อาศัยและในสมัยโบราณยังได้มีการพูดถึงเกี่ยวกับเรื่องของพระมหากษัตริย์ซึ่งมีตำนานเล่าขานต่อๆกันมาเกี่ยวกับเรื่องของการกำเนิดของพระมหากษัตริย์ในช่วงสมัยโบราณนั้นว่าเกิดขึ้นได้อย่างไรโดยมีการเล่าขานกันว่าในช่วงแรกนั้นเจ้าชาย ฮวางวุง ซึ่งเขาเป็นลูกของเทพเจ้าที่อยู่บนสวรรค์โดยเจ้าชายนั้นได้เสด็จลงมายังโลกมนุษย์

เพื่อที่จะมาสร้างบ้านเมืองโดยพระองค์ได้เสด็จมาอยู่ตรงบริเวณที่ภูเขาแตแบกซาน และเมื่อพระองค์ลงมาพระองค์ก็ได้มาพบรักกับหญิงสาวคนหนึ่งหญิงสาวคนดังกล่าวนั้นมีชาติกำเนิดมาจากหมีและพระองค์ได้ทำการแต่งงานกับหญิงสาวคนดังกล่าวหลังจากนั้นพระองค์ก็ได้มีโอรสขึ้นมาที่ชื่อว่ากันกุลและนี่เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของการก่อตั้งอาณาจักรของเกาหลีขึ้นมาซึ่งอาณาจักรแรกที่มีการพูดถึงนั่นก็คืออาณาจักรโชซอนโบราณนั่นเองโดยมีข้อมูลระบุเอาไว้ว่าอาณาจักรโซซอนนี้ได้มีการกำเนิดขึ้นมาในช่วงประมาณปี 1790  

ซึ่งเป็นช่วงก่อนพุทธศักราชอีกและยังมีการระบุได้ว่าในยุคนี้เป็นยุคที่เกาหลีนั้นตกเป็นเมืองขึ้นของประเทศจีนซึ่งจักรพรรดิของจีนที่เข้ามาครอบครองอาณาจักรโชซอนนั่นก็คือองค์จักรพรรดิฮั่นอู่ตี้   โดยนิสัยใหม่นั้นจักรพรรดิอันโหดที่ได้แบ่งการปกครองออกเป็นทั้งหมด 4 มณฑลด้วยกันแต่ที่องค์จักรพรรดิอันหูที่ดูแลมากที่สุดก็คืออาณาจักร นังนัง

เท่านั้นส่วนอาณาจักรอื่นพระองค์ไม่ค่อยสนใจมากนัก จนในที่สุดอาณาจักรทั้งหลายก็แยกตัวออกไปและไปรวมตัวกันมาเป็นชนเผ่าโคกูรยอหลังจากนั้นชนเผ่านี้เองที่มีการขับไล่องค์จักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ ของจีนออกไปได้เป็นผลสำเร็จและนี่เองที่ทำให้ปัจจุบันนั้นเราจะเห็นได้ว่าไม่ว่าจะเป็นด้านศาสนาหรือแม้แต่ตัวหนังสือของประเทศเกาหลีนั้นจะมีลักษณะคล้ายๆกับของประเทศจีนเนื่องจากว่าได้รับอิทธิพลมาช่วงสมัยที่ตกเป็นเมืองขึ้นนั่นเอง

 

สนับสนุนโดย  เปิดบัญชีคาสิโนขั้นต่ำ100

การนำศิลปะมาผสมผสานร่วมกับอาหาร

อาหารเป็นสิ่งที่เรานั้นคุ้นเคยเป็นอย่าวดีเพราะเป็นสิ่งที่คนเรานั้นจะต้องรับประทานในทุกวัน ทำให้อาหารเป็นสิ่งที่เรานั้นรู้สึกว่ามีความจำเจเพราะอาหารไม่ว่าจะเป็นอาหารอะไร เมนูใดเมื่อเวลาผ่านไปเมื่อเรามีการระบประทานในทุกๆวันแล้วนั้นเราก็อาจะเกิดความเบื่อหน่ายได้ ถึงแม้ว่ารสชาติอาหารนั้นจะมีรสชาติที่อร่อยมากแค่ไหนก็ตามแต่ด้วยหน้าตาของอาหารนั้นมีความจำเจและน่าเบื่อ

ทำให้ผู้ทำอาหารส่วนใหญ่เข้าใจถึงความเบื่อหน่ายเหล่านี้ของผู้กินจึงติ้งมีการสร้างสรรค์อาหารเพื่อให้เกิดความน่าสนใจ ดดยในปัจจุบันหน้าตาของอาหารมีส่วนในการที่จะทำให้ผู้กินนั้นเลือกที่จะกินมากกว่ารสชาติของอาหารนั่นเอง จึงได้มีการคิดค้นและนำศิลปะต่างๆมาใช้ร่วมกับในการทำอาหาร เพื่อให้เกิดความแปลกใหม่ สร้างสรรค์ สวยงามและทำให้รู้สึกไม่น่าเบื่อ

การแกะสลัก ถือเป้นศิลปะอย่างหนึ่งและก็เป็นงานฝีมือด้วยเพราะจะต้องใช้ทั้งจินตนาการในการทำเพื่อให้ได้รูปร่างที่ออกมาตามที่เรานั้นต้องการ ดยการแกะสลักเพื่อตกแต่งอาหารนั้นสามารถทำได้ทั้งการใช้ผักผลไม้มาแกะสลักและนำไปตกแต่บนหน้าอาหารหรือจะเป็นการแกะสลักทั้งหมดเพื่อโชว์ความสวยงามของอาหารก็ได้ โดยการสร้างสร้างโดยการแกะสลักนั้นจะต้องใช้ผู้ที่มีความชำนาญการและมีการฝึกฝนในการแกะสลักมาเป็นอย่างดี ดังนั้นการจะนำความเป็นศิลปะในการสร้างสรรค์งานฝีมืออย่างแกะสลักนั้นมาผสมผสานร่วมกับอาหารถือว่าเป็นสิ่งที่ได้รับการยอมรับและเป็นสิ่งที่สวยงามสร้างความแปลกใหม่ในอาหารได้อย่างดีด้วย

กาตกแต่งอาหารด้วยจินตนาการต่างๆ ในปัจจุบันที่เห็นสิ่งที่นิยมนำมาตกแต่งให้เกิดความสร้างสรรค์นั่นก็คือทุกสิ่งที่เราสามารถกินได้ ไม่ว่าจะเป็นผักผลไม้เครื่องปรุง เครื่องเทศก็สามารถที่จะนำมาสร้างสรรค์โดยการตกแต่งลงบนหน้าของอาหารได้ ยกตัวอย่างเช่น การตกแต่งหน้าข้าวกล่องที่มีการนำสิ่งที่กินได้ ไม่ว่าจะเป็นสาหร่าย ไข่ งาขาว งาดำ ลูกเกิด แตงโมและอื่นๆอีกมากมายมาตกแต่งให้เป็นรูปร่างบ้านหน้าข้าวกล่องเพื่อให้เกิดความน่ารับประทานมากขึ้น

การตกแต่งในบักษณะนี้นั้นได้รับความสนใจจากเด็กๆอย่างมากด้วยและก็เป็นที่สนใจสำหรับผ้ใหญ่ด้วยเช่นกัน ดดยการตกตแงนั้นก็สามารถตกแต่งได้ออกเป็นหน้าต่างมากมายตามจิตนการของแต่ละคน และในบางครั้งกาตกแต่งหน้าข้าวกล่องนั้นก็นิยมนำมาเป็นกิจกรรมสำหรับเด็กๆด้วยเพราะเป็นสิ่งที่จะสามารถสร้างสรรค์ผลงานและจินตนาการด้านศิลปะได้อย่างดีเลยทีเดียว

ศิลปะการปั้นเพื่อการตกแต่ง ถือว่าเป็นที่นิยมมากในการสร้างสรรค์ลงบนจานอาหารเพราการตกแต่งในลักษณะอื่นๆเป็รพัยงการตกแต่งในรูปแบบสองมิติเท่านั้นแต่การปั้นเพื่อตกแต่งนั้นเป็นการสร้างสรรค์ผลงานในลักษณะสามมิติขึ้นมานั่นเองเพื่อให้อาหารจานนั้นดูมีความสวยงามและสิ่งที่มารปั่นเพื่อตกแต่งนั้นยังเป็นสิ่งที่รู้สึกเสมือนจริงอีกด้วย งานปั้นถือว่ายังคงเป็นสิ่งที่มีการนำมาผสมผสานให้เข้ากับอาหารจานโปรดอยู่เสมอ

 

สนับสนุนโดย  sexybaccarat

กำเนิด Olympus โดย Yoshihisa Maitani

นักออกแบบกล้องถ่ายรูปชื่อดังซึ่งคนนี้นั้นเป็นคนเอเชียเป็นคนในวงการกล้องถ่ายรูปที่มีชื่อเสียงอย่างมากในรอบ 40ปีที่ผ่านมาละคนนั้นก็คือ Yoshihisa Maitani เขานั้นได้เกิดที่เมือง คากาวา ในปี1933โดยเป็นช่วงที่ญี่ปุ่นนั้นเป็นยุคที่ค่อนข้างมีความรุ่งเรืองและครอบครัวของเขานั้นก็เป็นครอบครัวที่ค่อนข้างจะมีฐานะและพ่อขิงเขานั้นชอบเล่นกล้องสิ่งนี้นั้นเลยเป็นสิ่งที่ทำให้เขาได้มีการคลุกคลีอยู่กับกลไกลที่เกี่ยวกับกล้องต่างๆ

และมีความชอบอย่างมากและจนกระทั้งเขานั้นรู้สึกรักและชอบที่จะประดิษฐ์ของเหล่านี้และในวัย10ของเขานั้น เขาสามารถที่จะประดิษฐ์กล้องที่เป็นของตัวเองขึ้นมาได้โดยเป็นกล้องตระกูล Brownie และเมื่อวลาผ่านไปจนเขานั้นอายุ16ปีเขานั้นได้จดสิทธิบัตรที่เป็นของตนเองมากถึง 4 ฉบับเลยทีเดียวซึ่งสิทธิบัตรนั้นเป็นสิทธิบัตรที่เกี่ยวกับกลไกลต่างๆของกล้องนั่นเอง

ด้วยความชอบจึงได้มีการสอบเข้ามหาลัยวาเซดะ ณ.กรุงโตเกียวที่มีชื่อเสียงในด้านวิศวะกรรมเครื่องกลและในช่วงมหาลัยนั้นเข้าได้เป็นเจ้าของกล้อง Leica iiiF ซึ่งเทคโนโลยีLeaicaในสมัยนั้นถือว่าเป็นเทคโนโลยีของกล้องฟิล์มที่ถือว่ามีเทคโนโลยีที่ล้ำหน้ากว่ากล้องฟิล์มอื่นๆที่สุดแล้วและเขานั้นได้สัมผัสกบการออกแบบที่มีความยอดเยี่ยม กลไกลของกล้องที่ยอดเยี่ยมและรสนิยมที่ดีอย่างมากของการใช้กล้องฟิล์มและนี่ก็คือพื้นฐานหลักๆที่ทำให้เขานั้นสามารถที่จะออกแบบกล้องในอนาคตและก้าวแรกที่ทำให้เขานั้นเข้าสู่วงการการออกแบบกล้องเมื่อ Eiichi Sakurai คนนี้นั้นเป็นนักออกแบบคนหนึ่งที่อยู่ใน Olympus

โดยคนนี้นั้นถือว่าเป็นคนที่ออกแบบกล้องตัวแรกของ Olympus เลยเมื่อเขาได้เห็นสิทธิบัติของ Yoshihisa Maitani นั้นเขารู้สึดทึ่งกับสิ่งที่ Yoshihisa Maitani คิดมากและเขาได้มีการเสนองานให้กับ Yoshihisa Maitani และเขาก็ได้ตัดสินใจในการเข้าไปทำงานที่บริษัท Olympus เลยนั่นเองเพียงวัย 23 ปีเท่านั้น

ในช่วงสองปีแรกที่ Yoshihisa Maitani ได้เข้าไปทำงานนั้นโดยไม่ได้เป็นการทำงานสะทีเดียวแต่เป็นเหมือนการเข้าไปเรียนรู้งานและเรียนรู้ตำแหน่งที่ตัวเองนั้นจะต้องทำและรับผิดชอบ และหลังจากสองปีก่อนที่เขานั้นจะมีโอกาสได้เริ่มต้นในการทำโปรเจกต์ที่สำคัญ ซึ่งเป็นโปรเจกต์ที่ชื่อว่า Mission Impossible เป็นโปรเจกต์ที่ Yoshihisa Maitani ได้เข้าสู่การออกแบบกล้องที่แท้จริงและได้ใช้งานในสิ่งที่เขานั้นได้เรียนรู้

และสั่งสมมาจริงๆ โดย Yoshihisa Maitani นั้นได้ตั้งโจทย์ให้กับตัวเองในการผลิตกล้องว่า เขานั้นจะต้องผลิตกล้องที่มีขนาดเล็กกว่ากล้องที่ Olympus แคยได้ผลิตออกมาและฟีลลิ่งในการใช้งานที่คล้ายคลึงกับ Leica และสามารถช่วยในเรื่องการประหยัดฟิล์มด้วยและ Yoshihisa Maitani นั้นได้ค่อยๆแก้ไขปัญหาทีละขั้นทีละตอนจนเขานั้น

ได้ตัวแบบในการสร้างกล้องแบบ Hafe Frame ขึ้นมาเป็นกล้องที่ช่วยให้สามารถประฟิล์มในการถ่ายได้ถึง1เท่าโดยสามารถถ่ายถึง 72 รูปเลยทีเดียวจนในที่สุดก็สามารถสร้างตัวต้นแบบออกมาได้โดยชื่อว่า Olympus Pen และสามารถผลิตกล้องตัวนี้ได้ในราคา 6,000 เยนและได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงนั้นรวมถึงในปัจจุบันกล้องรุ่นนี้ก็ยังคงเป็นที่นิยมในหมู่คนเล่นกล้องฟิล์มด้วย

 

สนับสนุนโดย  gclub

ตำนานวัดปทุมคงคา 

            สำหรับวัดปทุมคงคานั้นปัจจุบันนี้อยู่ในเขตสัมพันธวงศ์ซึ่งวัดแห่งนี้เป็นวัดที่มีอายุยาวนานมาหลายร้อยปีเป็นวัดเก่าแก่ที่มีการสร้างมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาและว่ากันว่าที่วัดแห่งนี้จะเป็นสถานที่นี่ใช้สำหรับประหารชีวิตของคนในสมัยโบราณหลังจากนั้นจึงถูกนำพื้นที่ดังกล่าวมาสร้างเป็นวัดในกรุงเทพฯนั่นเองซึ่งที่วัดแห่งนี้แต่เดิมนั้นการประหารชีวิตนั้นจะใช้การประหารชีวิตด้วยการตัดหัวและการใช้ท่อนจันทุบหัว

โดยนักโทษที่จะถูกประหารชีวิตที่วัดแห่งนี้จะเป็นนักโทษทั่วๆไปตลอดไปจนถึงนักโทษในชั้นเจ้านายเลยทีเดียว แต่เดิมนั้นวัดแห่งนี้ชื่อว่าวัดสำเพ็ง ซึ่งมีลักษณะของวัดที่มีความทรุดโทรมเป็นอย่างมากจนได้มีการบูรณะซ่อมแซมขึ้นมาใหม่พระบาทสมเด็จ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชจึงได้มีพระราชทานชื่อให้กับว่าสำเพ็งนี้ใหม่ว่าชื่อวัดปทุมคงคา

จนถึงสมัยรัชกาลที่ 3 วัดปทุมคงคาแห่งนี้ก็ทรุดโทรมใหม่อีกครั้งหนึ่ง พระองค์จึงได้ทรงอนุญาตให้มีการปรับปรุงวัดนี้อีกครั้งหนึ่งแต่เนื่องจากใช้ระยะเวลานานมากกว่าจะเสร็จก็เกือบขึ้นสมัยรัชกาลที่ 4 นั่นเอง ซึ่งในสมัยนั้นได้มีการเพิ่มยกพระพุทธรูปให้สูงขึ้นเพื่อให้ดูสง่างามมากยิ่งขึ้นและพระพุทธรูปองค์นั้นก็ยังคงอยู่มาจนถึงทุกวันนี้นั้นเอง

ส่วนตำนานของความน่ากลัวที่ชาวบ้านเล่าสืบสานต่อกันมานั้น คือความน่ากลัวของต้นอโศกผีสิงซึ่งชาวบ้านบอกกันว่าต้นอโศกนี้ถูกตั้งอยู่ภายในบริเวณวัด ซึ่งในช่วงยุค 2400 ชาวบ้านที่อยู่บริเวณนั้นต่างก็เล่าลือเหมือนกันหมดว่าพวกเขาเห็นใครบางคน มักจะเดินหายเข้าไปในต้นอโศกใหญ่ต้นนั้นและต้นอโศกต้นนั้นก็ยังเป็นที่ที่คนมักจะไปผูกคอตายทำให้กลายเป็นต้นอโศกที่ชาวบ้านต่างพากันหวาดกลัว

และนั่นคือสาเหตุที่สำคัญที่ทำให้ชาวบ้านนั้นไม่กล้าเดินเข้ามาทำบุญที่วัดปทุมคงคาจนเป็นสาเหตุให้วัดปทุมคงคานั้นทรุดโทรมนั้นเอง ดังนั้นทางวัดจึงได้ตัดสินใจที่จะโค่นต้นอโศกยักษ์นี้ออกไปในปีพศ. 2495 และหลังจากต้นอโศกยักษ์นี้ถูกโค่นไปแล้วทั้งวันก็ได้มีการสร้างวิหารเล็กๆมาทับเอาไว้และนำหลวงพ่อขาวมาประดิษฐานเพื่อเป็นการสะกดวิญญาณ

และหลังจากนั้นเป็นต้นมาชาวบ้านก็ไม่เคยเห็นวิญญาณชายคนดังกล่าวนั้นอีกเลย ปัจจุบันวัดปทุมคงคานั้นเป็นวัดที่มีชื่อเสียงเป็นอย่างมากเป็นวัดที่ผู้คนมักจะไปทำบุญกันไม่ขาดสายโดยเฉพาะในช่วงเทศกาลต่างๆชาวบ้านก็จะพากันไปทำบุญและกราบไหว้ขอพรพระพุทธรูปภายในบริเวณวัด

 

 

สนับสนุนโดย  ufabet

ความสำคัญของงานอาร์ตในประเทศไทย

ศิลปะในประเทศไทยในปัจจุบันถือว่าเป็นสิ่งที่ค่อนข้างได้รับควมนิยมจากผู้ชมหรือผู้ที่ชื่นชอบในงานศิลปะน้อยมาก เพราะเนื่องจากประเทศไทยนั้นไม่ได้มีการปลูกฝังในเรื่องศิลปะหรือการสนับสนุนในด้านศิลปะมากเท่าที่ควรจึงทำให้ความสำคัญทางด้านศิลปะนั้นลดลงและค่อยๆหายไปจากคนไทยนั่นเอง 

เพราะขาดทั้งการปลูกฝ่งและแรงสนับสนุนทางด้านศิลปะนั่นเอง ดังนั้นแล้วถ้าหากต้องการให้ประเทศไทยนั้นสามารถขึ้นชื่อในเรื่องสิลปะอื่นๆได้นอกจากศิลปะความเป็นไทยการสนับสนุนเป็นแรงขับเคลื่ในงานศิลปะเป็นหลักเลยก็ว่าได้ แม้แต่ศิลปะความเป็นไทยในปัจจุบันนั้นก็ถือว่าได้รับความนิยมน้อยลงจากอดีตมากเช่นกัน

ศิลปะลดลงเพราะคนส่วนใหญ่หันไปสนใจทางด้านอื่นมากขึ้น โลกที่หมุนไปและมีเข้ามาของเทคโนโลยีที่มากขึ้นทำให้คนไทยหันไปสนใจในด้านเทคโนโลยีและมีการพัฒนาในเรื่องเทคโนโลยีมากกว่าการสร้างสรรค์ผลงานสิลปะนั่นเองและถือว่าเป็นปัจจัยการเปลี่ยนแปลในงานศิลปะอย่างมากด้วยเพราะเมื่อศิลปะถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีศิลปะจึ้งเป็นสิ่งที่ถูกลืมและค่อยๆเลือนหายไปอย่างช้าๆ

ศิลปะไม่สามารถที่จะสร้างรายได้ให้เราได้อีกต่อไป เพราะไม่มีคนชมและเสพงานศิลปะ ถึงมีนั้นก้มีเพียงคนกลุ่มเล้กเท่านั้นไม่สามารถที่จะสร้างรายได้จำนวนมหาศาลให้กับศิลปินที่มีจำนวนมากได้ทำให้ศิลปินหลายๆคนที่ไม่สามารถทนกับความเป็นอยู่และสภาพที่ได้รายได้บ้างและไม่ได้รายได้บ้างได้อีกต่อไปทำให้ศิลปินนั้นหางานที่ไม่มช่งานศิลปะทำเพื่อความอยู่รอดและมีการกลับมาทำงานศิลปะเพียงบางครั้งบางคราวเท่านั้น

ขาดแรงสนับสนุนศิลปะจึงไม่สามารถไปต่อได้ ศิลปินที่มีการสร้างสรรค์งานศิลปะในประเทศไทยในปัจจุบันพวกเขาส่วนใหญ่นั้นได้รับแรงสนับสนุนจากครอบครัวและผู้ที่สนใจในงานศิลปะเท่านั้น ทำให้ในบางครั้งการที่มีความคิดสร้างสรรค์ที่เป็นงานที่อาจจะต้องใช้งบหรือเงินำนวนมากในการสร้างสรรค์ผลงานก้ไม่สามารถที่จะดำเนินการได้เนื่องจากขาดแรงในการสนับสนุนที่จะทำให้เกิดผลงานขึ้นนั่นเอง

ขาดผู้ที่มีความรู้อย่างจริงจังศิลปะจึงเป็นสิ่งที่รู้สึกยากและเข้าถึงยากขึ้น ในยุคท่ศิลปะเป็นสิ่งที่เจริญรุงเรื่องมากในประเทศไทยนั้นทำให้คนสาวนมใหญ่ให้ความสำคัญกับงานศิลปะและจึงมีการเรียนรู้ทางด้านศิลปะอย่างจริงจังแต่เมื่อวันเวลาผ่านไปนั้นศิลปะเป็นที่ต้องการน้อยลงทำให้ผู้ที่จะเข้าใจในศิลปะและสามารถที่จะถ่ายทอดงานศิลปะจากรุ่นสู่รุ่นออกมาได้จำนวนน้อยลงนั่นเองจึงทำให้คนไทยนั้นขาดความรู้ความเข้าใจในงานศิลปะและมองว่าศิลปะนั้นเป็นสิ่งที่เข้าใจและเข้าถึงยาก

เราไทยส่วนใหญ่มีความเข้าใจในศิลปะน้อยลงเนื่องจากขาดผู้มีประสบการณ์ในการถ่ายทอดและสร้างความเข้าใจทำให้การชมและการเสพศิลปะในประเทศไทยนั้นมีจำนวนน้อยและคาดว่าถ้าหากในอนาคตยังไม่มีการปลุกฝังหรือสร้างความเข้าใจในงานศิลปะนั้นความเป็นศิลปะต่างๆก็จะค่อยๆเลือกหายไปจากคนไทยนั่นเอง

 

ขอขอบคุณ  สมัคร gclub ไม่มีขั้นต่ำ  ที่ให้การสนับสนุน

เรื่องเล่าสยองขวัญของแม่

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อไหร่ 10 ปีมาแล้วในตอนนั้นแม่ของฉันยังเป็นสาวซึ่งเธอนั้นอาศัยอยู่ที่ต่างจังหวัดซึ่งตอนนั้นเป็นช่วงที่ยังมีการล่าสัตว์อยู่เลยซึ่งครอบครัวของแม่นั้นมีพี่น้องรวมกันทั้งหมด 4 คนซึ่งแม่ของฉันเป็นลูกสาวคนที่ 2 ฉันถึงแล้วยายของฉันนั้นเคยมีลูก 8 คนแต่ลูก 4 คนที่เสียชีวิตไปทั้งหมดเลยซึ่งยังอายุไม่ถึงวัยรุ่นก็ป่วยเป็นไข้อะไรไม่รู้จะสุดท้ายก็เสียชีวิตไปซึ่งในสมัยนั้นมีหมอดูดวงที่แม่นคนนึงได้มาบอกยายคนนั้นว่าเธอนั้นเป็นคุณยายหรือเป็นหญิงสาวที่มีดวงของผีเสื้อสมุทร

เป็นดวงที่ถ้าเกิดว่ามีลูกลูกทุกคนก็จะเสียชีวิตไปซึ่งวิธีการแก้เคล็ดให้อีก 4 คนสามารถรอดชีวิตได้คือจะต้องนำศพของเด็กทั้ง 4 คนนั้นนำมาตัดหั่นเป็นชิ้นส่วนเล็กๆและหลังจากนั้นให้นำไปฝังไว้ทั่วทุกสารทิศแล้วหลังจากนั้นเด็กทั้ง 4 คนที่เหลือก็จะสามารถที่จะมีชีวิตอยู่ได้และยายของฉันก็ยอมเสียสละเพื่อที่จะให้แม่ของฉันได้มีชีวิตจนถึงทุกวันนี้กลับมาเข้าเรื่องกันดีกว่าค่ะในตอนนั้นเราทำนากันว่าไม่มีงานอะไรที่จะทำให้เรามีรายได้มากกว่านี้แล้วซึ่งนาข้าว และไร่ข้าวโพดนั้นตั้งอยู่ไกลจากบ้านของเรามากๆดังนั้นเราจะต้องเดินทางไกลมากเป็นกิโลกิโลเลยซึ่งหลายครั้งเลย

ที่เราเหนื่อยอ่อนจนไม่สามารถที่จะเดินทางกลับไว้ดังนั้นบางทีเราก็จะนอนค้างบ้านของคนที่เรารู้จักและพอเช้าขึ้นต่อมาจึงเดินทางกลับซึ่งจริงๆแล้วเราก็สร้างที่พักที่เป็นเพลิงเอาไว้แต่จริงๆแล้วเราก็เคยพักที่เพลิงแต่มีเรื่องอยู่ว่าเราเคยโดนผีหลอกที่เพลิงโดยการที่ตอนนั้นพ่อของฉันได้ไปอาบน้ำอยู่ตรงหน้าบ้านส่วนแม่ของฉันก็อยู่ที่หลังบ้านกับฉันเพื่อทำกับข้าวให้ฉันกินตอนนั้นแม่กำลังจะทอดปลาทูให้พวกเรากินซึ่งแม่ก็วางปลาทูสดไว้ แต่หลังจากนั้นแม่ก็หันหลังและเข้ามาคุยกับฉันน้ำจากผ่านไปประมาณ 10 นาทีพอแม่หันหลังไปแม่ก็ตกใจเป็นอย่างมาก

เพราะว่าสาเหตุที่ปลาทูสดเต็มทั้งตัวเคยวางอยู่บนจานตรงนั้นแต่ตอนนี้กับเหลืออยู่แค่หัวเท่านั้นเรากลัวมากพ่อรีบหยุดอาบน้ำแล้ววิ่งไปค้างบ้านญาติฉันทีเพราะว่าจะโดนผีหลอกอีกครั้งก่อนในตอนนั้นแม่ของฉันต้องการที่จะเดินทางกลับแต่เราเหล่าพี่น้องยายและพ่อของฉันจะเหนื่อยอ่อนเราไม่มีแรงพอที่จะเดินกลับบ้านแล้วนั้นเราจึงปล่อยให้แม่ไปคนเดียวจะไปนอนค้างบ้านญาติแทนหลังจากนั้นก็เดินไปได้สักพักแม่ก็ปวดเข้าห้องน้ำแต่นั้นแค่สถานที่ที่จะสามารถทำธุระได้หลังจากนั้นแม่ก็เห็นขอนไม้ที่ใหญ่มากพอที่จะสามารถบังตัวแม่ได้อยู่ด้านหลังนั้นและเข้าไปทำธุระตรงนั้นแล้วหลัง

จากนั้นพ่อแม่จะเดินออกไปแม่ก็ได้ยินเสียงผู้หญิงเรียกซึ่งแม่ก็ขานรับกลับไปแต่พอขากลับไปก็ไม่มีเสียงเลยตอบกลับไม่สนใจแล้วเดินทางต่อไปหลังจากนั้นแม่ก็กลับมาถึงบ้านหายไปประมาณ 3 วันแม่ก็ป่วยโดยไม่มีสาเหตุใส่เสื้อผ้าให้เท่าไหร่ก็บอกว่าร้อนๆถ้ายังจะถอดเสื้อผ้าอยู่อย่างนั้นตลอดเวลารักษาเท่าไหร่ก็ไม่หายสักทีและแม่ก็ยังไม่ยอมไปโรงพยาบาลอีกด้วยแต่เราก็สามารถทำให้แม่ไปจนได้แต่พอถึงโรงพยาบาลปุ๊บยังไม่ทันไปหาหมอแม่ก็อาการดีขึ้นจะพากลับมาบ้านอีกครั้ง

อาการก็กำเริบใหม่เหมือนเดิมเรางงมากหลังจากนั้นก็ต้องตามหมอผีพอมาถึงหมอผีก็ได้บอกฉันทีว่ามีวิญญาณมาสิงแม่เจ้าดังจากนั้นเขาก็ยังเล่าอีกว่าตรงที่แม่ไปฉี่มีวิญญาณตรงนั้นวิญญาณตัวนั้นโกรธดังนั้นจึงเข้ามาสิงร่างแม่และพยายามที่จะทำให้แม่ตายหลังจากนั้นหมอผีได้ทำพิธีกรรมจนแม่หายเป็นปกติแล้วหลังจากนั้นแม่ก็ไม่กล้าเข้าใกล้ส่วนตรงนั้นอีกเลย

 

 

สนับสนุนโดย  คาสิโนฝากขั้นต่ำ 20 บาท

ตำนานนางเงือกจะแก้แค้น

แม่ทัพซ่งหยูเป็นแม่ทัพที่มีความหล่อเหลาอันดับหนึ่งของประเทศจีนโบราณยังเป็นคนที่มีความสามารถชื่อยากที่จะหาใครมีความเก่งกาจเท่า ท่านแม่ทัพได้มีลูกชาย 1 คนและมีภรรยา 1 คนซึ่งภรรยาของเขามีหน้าตาที่สวยมากมีอยู่วันหนึ่งที่แม่ทัพได้นอนหลับไปและฝันว่ามีนางเงือกสาวคนหนึ่งมาขอร้องให้ไม่ฆ่าลูกสาวของตนที่วันต่อมาจะไปว่ายน้ำที่เรือของแม่ทัพ

ซึ่งตอนที่แม่ทัพตื่นมาท่านแม่ทัพก็ตกใจจะความฝันให้ตัวเองได้ฝันไว้แต่ก็ไม่ได้สนใจอะไรจนกระทั่งวันต่อมาตอนที่แม่ทัพกำลังจะจับปลาเขาได้ลืมคำขอของนางเงือกที่มาเข้าฝันและเขาก็ได้ไปจับปลาทันทีโดยไม่ได้นึกถึงว่าหนังเงือกขอร้องอะไรไว้ เมื่อถึงเวลาที่จะจับปลาเขาก็พบว่ามีนางเงือกมาว่ายน้ำเล่นและเขาต้องการที่จะจับนางเงือกทันทีและนางเงือกคนนั้นก็เป็นลูกของนางงเงือกสาวที่มาเข้าฝันนั้นเองเขาจึงโยนพรวนใส่นางเงือกและนางเงือกก็จมลงไปในทะเลแตี่เมื่อมีคนลงไปหาศพก็หาศพนางเงือกเด็กคนนั้นไม่เจอ

ดังนั้นท่านแม่ทัพจีนเดินทางกลับบ้านและไม่ได้สนใจนางเงือกอีกต่อไปและใช้ชีวิตวันปกติตลอดมาผ่านไปสักพักมีข่าวร้ายเกิดขึ้นทหารคนนึงได้เดินมาหาท่านแม่ทัพจีนและบอกว่าตอนนี้น้ำทะเลขึ้นสูงมากจนแตะถึงปริมของท่าน้ำแล้ว และหลังจากนั้นลูกของท่านแม่ทัพจีนและท่านแม่ทัพและบาปอีก 1 คนก็มาดูน้ำเพียงแค่ยืนดูอยู่สักพักอยู่ๆมันอันหนึ่งลอยขึ้นมาจากน้ำและแข่งไปที่ใจกลางอกของลูกของท่านแม่ทัพจีนจีนเสียใจมาก

ร้องไห้จนแทบน้ำตาจะกลายเป็นเลือดส่วนบ่าวก็พยายามที่จะขอโทษท่านแม่ทัพจีนที่พาเลือดออกมาให้ลูกของท่านแม่ทัพจีนเสียชีวิตลงและหลังจากที่ลูกของท่านแม่ทัพจีนโดนสวนแค่ครั้งเดียวลูกของท่านแม่ทัพจีนก็ตายสิ้นใจฉันทีเพราะเหตุการณ์นี้ทำให้ท่านแม่ทัพจีนนึกถึงนางเงือกที่เขาเคยฆ่าขึ้นมาได้ และจึงรูสึกผิดกับสิ่งที่ตนไดทำลงไปทั้งหมด

และอยากที่จะให้นางเงือกสาวตนนั้นให้อภัยตนและต้องการให้นางเงือกนั้นเสกแลร่ายเวทมนต์ให้ลูกชายกลับมามีชีวิตอีกครั้งและหลังจากที่ท่านแม่ทัพเดินกลับมาบ้านพร้อมกับที่ศพลูกนั้นท่านแม่ทัพก็เล่าเรื่องราวตั้งแต่ตอนที่เขาฝันจนถึงตอนที่นางเงือกต้องการแก้แค้นภรรยาของท่านแม่ทัพ ทนเศร้าไม่ไหวจึงตรอมใจ

 

สนับสนุนโดย  holiday palace

Eye Target หนึ่งในเทคนิคถ่ายภาพ Portrait ให้ชัด

มาต่อจากตอนที่แล้ว ว่าด้วยเรื่องของเสน่ห์ของการถ่าย Portrait คือดวงตา ดังนั้นควรใช้ทุกวิถีทางทำให้ดวงตานั้นชัดที่สุดในภาพ และได้บอกไว้ว่ามีทั้งหมดสามหัวข้อด้วยกัน

หัวข้อแรกก็ได้บอกไปแล้วว่าเป็นเรื่องของเทคโนโลยีระดับสูงที่ยังมีการพัฒนาต่อยอดขึ้นเรื่อยๆ เรียกได้ว่าใครที่ซื้อกล้องในยุคนี้เป็นต้นไป จะได้ฟังค์ชั่นโฟกัสจับดวงตาทุกรุ่นทุกยี่ห้อไปแล้วล่ะ ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่ไม่ต้องกังวนมากสำหรับการถ่าย Portrait ในยุคปัจจุบัน

แต่เมื่อลองย้อนกับไปสักนิด ถ้าตัวผมคิดว่าน่าจะช่วง สามสี่ปีที่แล้ว ตอนที่ฟังค์ชั่นจับดวงตายังไม่มีในกล้องทุกๆรุ่น มีแต่อยู่ในกล้องของ Sony ที่เรียกได้ว่ามาปฏิวัติวงการเลยทีเดียว ผมก็ไม่แน่ใจนะว่าเมื่อไหร่ที่มันเปลี่ยนไปขนาดนี้ รู้แต่ว่าก่อนหน้านั้น กล้องไม่ว่าจะรุ่นเจ๋งรุ่นแพงขนาดไหน ก็ยังไม่มีฟังค์ชั่นนี้แน่นอน ทำให้ผมต้องพูดให้ฟังว่า สำหรับผู้ที่ไม่ได้มีฟังค์ชั่นจับดวงตาอยู่ในกล้องนั้น เข้าใช้วิธีไหนกันในการทำให้ดวงตาชัด คำตอบง่ายมากเลย เพราะมันมีคำตอบเดียว นั้นก็คือ ต้องใช้ระบบ Focus Area แบบเลือกจุดเอง แบบเล็กสุด แล้วก็ต้องเลือกจุดไปให้ตรงกับตานางแบบมากที่สุด นั้นแหละ

มีเพียงวิธีนี้จริงๆ ที่จะได้ดวงตาที่ชัดที่สุด จะเห็นได้ว่าการใช้เวลาในการเลือกดวงตาให้ชัดนั้น ใช้เวลาเยอะกว่ากล้องยุคใหม่มากๆ นั้นอาจจะเป็นเหตุให้หลายๆคนต้องยอมออกกล้องรุ่นใหม่ๆแล้วในยุคนี้ ถ้าไม่นับเรื่องเวลาที่เสียไป ก็ต้องบอกเลยว่า ผลลัพท์ใกล้เคียงกันมากกับสองระบบที่กล่าวมา ได้ดวงตาที่ชัดใช้ได้เลยล่ะ

สุดท้ายเป็นวิธีฮาร์ดคอที่สุดแล้ว สำหรับผู้ที่ใช้กล้องระบบเลนส์มือหมุน ต้องขอเกรินก่อนเลยว่า การที่คนเล่นเลนส์มือหมุนนั้นเข้าต้องเสียฟังค์ชั่นหลายอย่างมากๆในกล้องไป เพื่อแลกกับคาแรคเตอร์เลนส์ที่อยากได้ ภาพที่เขาต่างหลงไหลนั้นเอง ซึ่งแน่นอนล่ะ สิ่งที่หายไปทั้งหมดคือ ระบบโฟกัสแบบออโต้ ไม่ว่าจะส่วนไหนก็ตาม

ต้องให้มีจับดวงตาหรือเลือกจุดเองก็จะไม่ได้ใช้ แต่ตัวกล้องเองนั้นก็คิดมาอย่างดีแล้วล่ะ สำหรับจุดนี้ ก็คือฟังค์ชั่นต่างๆที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อคนใช้เลนส์มือหมุน จะมีสองฟังค์ชั่นนั้นคือ ระบบ พีคโฟกัส และระบบซูม การที่เราหมุนโฟกัสเองเราต้องใช้ พีคโฟกัสเข้าช่วยเพื่อให้จุดที่โฟกัสเข้านั้นมีสีๆให้ตาเราเห็นได้ และถ้าตัวแบบไม่ได้อยู่ใกล้ๆก็ต้องใช้ระบบ ดิจิตอลซูมเข้าไปเพื่อดูพีคโฟกัสใกล้ๆ ยิ่งเห็นสีๆที่ขอบดวงตาเลยยิ่งดี แต่ถ้าเป็นกล้องระบบเก่าก็หมดสิทธิ์นะจ๊ะ

 

 

สนับสนุนโดย  Gclub ฝากขั้นต่ํา 100

ใช้ซิลิก้าเจลกับกระเป๋ากล้อง หนึ่งในเรื่องเข้าใจผิดเกี่ยวกับกล้อง

นี่คือนวัตกรรมที่มีมาอย่างยาวนั้น ตั้งแต่ยังก็ได้รู้จักกับเจ้า ซิลิก้าเจล ไม่ว่าจะเป็นขนมหรือของเล่นต่างๆก็มีการใส่ซองที่มีซิลิก้าเจลนี้อยู่ เรียกได้ว่าเกือบทุกอย่าง เพราะมันคือสารดูดความชื้อ ทำให้ของที่อยู่ร่วมกับซิลิก้าเจลในที่ปิดนั้น ไม่ได้รับความชื้นนั่นเอง แล้วเจ้าซิลิก้าเจลนี้ในยุคแรกๆที่มีการใส่มา ทำให้ต้องมีการเตือนผู้ซื้อของอยู่ตลอดว่า ห้ามแกะซ่องให้ขาด หรือเหล่าเด็กที่นึกว่ามันเป็นของกิน อีกทั้งถ้าเป็นแบบซองใสๆ

ก็จะเห็นสีสันของมัน ซึ่งก็มีหลายแบบมากๆ บางสีสันก็ชวนให้เหล่าเด็กๆอยากแกะมาเล่นซะเหลือเกิน โดยที่เจ้านี้มีอันตรายทั้งกับภายในร่างกายถ้ากินเข้าไป และอันตรายกับผิวหนังถ้าสัมผัสมันนานๆด้วยเช่นกัน ถึงมันจะมีฤทธิ์ต่อผิวหนังน้อยก็เถอะ ดังนั้นแหละมันก็เป็นสารอันตรายชนิดหนึ่งนั้นเอง แต่สมัยนี้ก็เรียกได้ว่ารู้จักกันทุกคนแล้วล่ะ เพราะมันมีใส่ในทุกอย่างจริงๆ

เจ้าซิลิก้าเจลนี้ ได้นิยมมากๆให้วงการกล้อง เพราะมันคือสิ่งที่จะทำให้กล้องของเรานั้นปลอดภัยจากเหล่าความชื้นต่างๆได้ ความชื้นกับอุปกรณ์กล้องถือเป็นศัตรูกันโดยธรรมชาติ ทั้งแบบกล้องฟิล์มระบบกลไกล้วน ก็มีเรื่องของเหล่าน้ำมันต่างๆ และตัวบอดี้ที่มีทั้งหนังและโลหะ ที่ไวต่อความชื้นมากๆ และกล้องดิจิตอล ก็ยิ่งแล้วใหญ่เพราะมีส่วนของแผงวงจรต่างๆ

ที่เป็นอะไรที่ห้ามมีความชื้นเยอะ และพวกน้ำก็ห้ามสัมผัสด้วยเช่นกัน แล้วที่อันตรายต่อความชื้นที่สุดในทั้งหมดทั้งมวลก็ต้อง เจ้าเลนส์นี่แหละ ที่ถ้าชื้นแล้วมีราขึ้น หรือว่าเกิดฝ้า ที่ทำให้ภาพมัว เลนส์ก็จะค่อยๆเสียคุณภาพไปในที่สุด ดังนั้นแล้ว มันจึงถูกใช้ในวงการกล้องอยู่สม่ำเสมอ แล้วจะบอกด้วยว่า ซิลิก้าเจลที่ใช้กับวงการกล้องนั้นเป็นแบบมีคุณภาพดีเสียด้วย แต่ทว่า เจ้าซิลิก้าเจลนั้นมีขั้นตอนการใช้งานมันอยู่นะ ไม่ใช่ว่าใช้ยังไงก็ได้ เจ้านี่ต้องอยู่ในที่ปิดเท่านั้น ไม่ใช่ที่มีอากาศถ่ายเท เพราะว่ามันจะปรับอากาศตรงนั้นให้ไม่มีความชื้นยังไงล่ะ

แล้วจะไปปรับพื้นที่เปิดได้ยังไงกัน พวกกระเป๋ากล้างที่ใส่ๆกัน ถ้าเกิดเป็นแบบเปิดละก็ เรียกว่าไม่ได้ช่วยอะไรกล้องและเลนส์เลย ถึงแม้เป็นกระเป๋ากล้องแบบมีซิปปิดก็ต้องเป็นผิดแบบกันน้ำกันอากาศด้วย ไม่เช่นนั้นอากาศก็ถ่ายเทกันอยู่ดี แล้วเหล่าพ่อค้าก็ขายกันจังเลย

ปกติแล้วเข้าใช้โยนไว้ในตู้เก็บกล้อง หรือกล่องที่ใช้เก็บกล้องเท่านั้น ส่วนการนำออกไปข้างนอกนั้นช่วยได้ยาก กลับมาก็เพียงแค่รีบเอาใส่ตู้หรือกล่องก็พอ

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  บาคาร่าออนไลน์