ศิลปะในยุคหิน

ศิลปะในยุคหิน ศิลปะเป็นสิ่งที่มีการสืบทอดและมีกรแสดงฝีมือความคิดสร้างสรรค์ทางด้านศิลปะนั้นมาเป้นระยะเวลายาวนานมากแล้ว ตั้งแต่สมัยยุคก่อนประวัติศาสตร์ก็มีการสันนิษฐานและจากการพบร่องรอยต่างๆ ก็ทำให้ทราบว่าศิลปะเป็นสิ่งที่มีมาอย่างยาวนานมากๆ โดยจะเริ่มต้นจากยุคหิน ยุคหินนั้นก็มีการแบ่งออกเป็นยุคหินเก่ามีอายุราว 10,000-20,000 ปี ยุคหินกลางมีอายุอยู่ที่ 8,000ปี และยุคหินใหม่มีอายุประมาณ 4,000 ก่อนคริสต์กาลซึ่งในยุคนั้นมีการสันนิษฐานจากหลักฐานที่พบว่าศิลปะในยุคนั้นมีการแบ่งศิลปัออกเป็นสิงประเภท

งานจิตกรรม สำหรับการสร้างสรรค์ผลงานด้านจิตกรรมสำหรับคนในยุคหินเก่านั้นจะมีการอาศัยการวาดภาพ และถึงแม้เมื่อก่อนนั้นจะไม่ได้มีวัสดุอุปกรณือะไรมากมายเท่าในยุคปัจจับันและความคิดสร้างสรรค์ทางด้านจินตนาการของคนยุคนั้นก็อาจจะไม่ได้มีสิ่งที่เป็นแรงบันดาลใจในความคิดสร้งสรรค์ที่มากนักเช่นกัน ทำให้คนในยุคก่อนประวัติศาสตร์นั้นมีการใช้วัสดุปกรณ์ในการสร้างสรรค์ผลงานทางสิลปะที่เป็นวัสดุอุกรร์ที่อยู่ใกล้ๆมือนำมาใช้ในการวาดเขียนหรือสร้างสรรค์ผลงานนั่นเอง

และการสร้างสรรค์ศิลปะในยุคนั้นไม่เพียงแต่เป็นการสร้างความเพลิดเพลินแต่ยังเป็นสิ่งที่พวกเขานั้นใช้เป็นการบันทึกเรื่องราวในแต่ละวันด้วย โดยการสร้างสรรค์ผลงายโดยส่วนใหญ่ของยุคนั้นจะเป็นการสร้างสรรค์โดยผ่านฝาพนังนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นการวาด การขีดเขียนและการทำเครื่องหมายต่างๆลงบนผลงานศิลปะของพวกเขาด้วย

โดยส่วนใหญ่นั้นจะเป้นการสร้างสรรค์ผลงานในถ้ำและมีเพียงม่กี่ถ้ำที่คนในยุคหินเก่านั้นนิยมที่จะไปสร้างสรรค์และถ้ำที่มีการค้นพบว่ามีคนในยุคหินเก่านั้นได้มีการสร้างสรรค์ผลงานทางด้านศิลปะไว้นั้นก็คือถ้ำอัลตามิรา ถ้ำนี้นั้นถือว่าเป็นถ้ำที่มีการบันทึกเรื่องราวด้วยการใช้ศิลปะในกานด้านจิตกกรมที่ได้รับความนิยมตั้งอยู่ทางภาคเหนืองของประเทศสเปนในปัจจุบัน โดยการค้นพบถ้ำแห่งนี้นั้นเป็นการค้นพบโดยบังเอิญ โดย Marcelino Sanz De Sautuola และสิ่งที่พบในการสร้างสรรค์ผลงานทางด้านศิลปะของคนในยุคก่อนนั้นเป็นการบันทึกกิจกรรมบูชายัญช์ในยุคนั้นนั่นเอง

งานประติมากรรม ในยุคก่อนประวัติศาสตร์นั้นงานั้เป็นลักษระประติมากรรมนั้นจะเป็นการสร้างสรรค์งานที่ไม่มีขนาดใหญ่นักแต่ก็มีความนสวยงามสำหรับความเป็นผลงานสร้างวรรค์ทางด้านประติมากรรมนั่นเอง และงานประตอมกรรมในยุคนั้นถือว่ามีการสร้างสรรค์และการวัสดุอุปกรณ์ที่ค่อนข้างมีความแข็งแรงอย่างมากเลยทีเดียว และงานประติมากรรมที่ถือว่าเป็นผลงานชิ้นเอกในยุนก่อนประวัติศาสตร์เลยนั้นก็คือ Venus Of Willendoref เป็นงานประติมากรรมที่ถูกค้นพบโดยกลุ่มนักโบราณคดี

จากการสำรวจถ้ำต่างๆและได้มีการค้นพบรูปปั้นลักษณะประหลาดที่มีขนาด11เซนติเมตรเข้าโดยบังเอิญ ซึ่งลักษระรูปปั้นนั้นเป็นลักษระของหญิงสาวที่มีลักษณะผมหยิก นมใหญ่ลีรูปร่างอ้วนท้วมสมบูรณ์ คาดว่าเป็นการสร้างสรรค์งานประติมกรรมที่บ่งบอกถึงสภาพของร่างกายของคนในยุคนั้นนั่นเอง ถือว่าก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างมากทั้งความเป็นจิตรกรรมและประติมกรรมที่เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยยุคก่อนประวัติศาสตร์เสียอีก

 

สนับสนุนโดย  บาคาร่า บิกินี่

ชีวิตของเด็กสถาปัตย์

ชีวิตของเด็กสถาปัตย์  การเรียนในแต่ละสาขาวิชานั้นมีความยากง่ายแตกต่างกันไป แต่โดยส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเลือกเรียนสายไหนหรือสาขาใดก็มักจะมีสิ่งที่ต้องเรียนรู้และเป็นสิ่งที่เริ่มต้นด้วยความยากเสมอ โดยเฉพาะการเรียนสถาปัตย์นั้นก็เป็นอีกหนึ่งสาขาการเรียนรู้ที่มีความยากในตัวของมันเองและด้วยความที่สถปัตย์นั้นเป็นสิ่งที่มีการเรียนรู้ในหลากหลายแขนง ไม่ว่าจะเป็น วิทยาศาสตร์ ศิลปะ ทั้งสองอย่างคือสิ่งที่เลือกปรุเพื่อเป็นส่วนผสมที่ทำให้สถาปัตย์มีความลงตัวได้นั่นเอง

และยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่เด็กหรือคนที่เรียนสถาปัตย์นั้นต้องเจอและเตรียมใจไว้เลยก็คือ การเรียนค่อนข้างหนัก งานหนักแทบไม่ได้หลับได้นอนเลยทีเดียวและหลายๆคนหรือรุ่นพี่ก็มักจะกล่าวไว้ว่าการเรียนสถาปัตย์นั้นเป็นสิ่งที่ต้องใช้พลังงานในการเรียนรู้ที่เหนือมนุษย์เลยก็ว่าได้

สิ่งที่อยากจะย้ำสำหรับคนที่เรียนหรือต้องใช้ชีวิตเป็นเด็กสถาปัตย์นั้นก็คืองานนหนัก เป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ โดยการสัมภาษย์ก่อนเข้าเรียนสาขาหรือคณะเกี่ยวกับสถาปัตย์นั้นคำถามอย่างว่า อดนอนเก่งไหม นอนน้อยไหวหรอ จะเป็นคำถามที่ผู้สอบเข้าสาขาคณะสถาปัตย์จะได้ได้พบเจออย่างแน่นอน และคำตอบสำหรับผู้สอบหลายๆคนนั้นก็มักจะตอบด้วยความทั่นใจว่า สามารถที่จะทำได้นเรื่องของการอดหลับอดนอน

แน่นอนว่าเมื่อเวลาผ่านไป โดยเฉพาะในช่วงปีสามของการเรียนมหาลัยในคณะสถาปัตย์นั้นบอกเลยว่าเป็นช่วงที่โหดร้ายที่สุดเพราะในช่วงนั้นนอกจากจะต้องเรียนรู้ในภาคทฤษฎีต่างๆแล้ว สถาปัตย์จะเน้นไปทางปฏิบัติการทำงานอย่างจริงจังด้วย เพราะเมื่อขึ้นปีสี่ของการเรียนนั้นจะต้องมีการฝึกงานแลทำโปรเจ็คเพื่อเป็นสิ่งการันตรีว่าออกไปพร้อมที่จะทำงานได้เลยนั่นเอง

สำหรับการออนอนนั้นผู้ที่ต้องการจะศึกษาในคณะหรือวิชาสถปัตย์ต้องแยกให้ออกก่อนว่าเราสามารถที่ตะอดหลับอดนอนในลักษณะใด เพราะการอดนอนในการทำกิจกรรมต่างๆนั้นไม่เหมือนกันนั่นเอง การอดหลับอดนอนสำหรับคนที่เรียนคณะสถาปัตย์นั้นจะต้องอดหลับอดนอนเพื่อตำชิ้นงานหรือทำงานเพื่อให้งานนั้นสามารถสำเร็จลุล่วงได้ในเวลาที่กำหนด

แต่หลายๆคนอาจจะสับสน่าการอดหลับอดนอนในการเรียนหรือทำงานด้านสถาปัตย์นั้นเหมือนกับการที่เราอดหลับอดนอนในการเล่นเกมส์หรือไปเที่ยวเล่น ซึ่งแน่นอนว่าการใช้พลังงานในการทำกิจกรรมนั้นแตกต่างกันออกไปโดยสิ้นเชิง

หลายคนก็อาจจะคิดว่าถึงานในการเรียนรู้หรือการทำกิจกรรมในคณะสถาปัตย์นั้นต่อให้หนักแค่ไหนก็ไม่น่าจะเกินความสามารถของคนเรา ซึ่งแน่นอนว่าไม่เกินถ้าหากคนคนนั้นมีความอดทนมากพ่อนั่นเอง ดังนั้นแล้วการเรียนสถาปัตย์ไม่ใช่สิ่งที่ง่ายเลย เพราะนอกจากจะต้องเรียนรู้ในเรื่องทฤษฎี

การทำงานจริงไม่ว่าจะเป็นการออกแบบในเชิงวิทยาศาสตร์หรือในเชิงศิลปะ ก็เป็นสิ่งที่ผู้เรียนนั้นล้วนจะต้องลงมือปฏิบัติอย่างจริงจังเพื่อที่ทำให้สามารถทำงานได้อย่างดีในอนาคต 

 

ขอขอบคุณผู้ที่ให้การสนับสนุนโดย   เซ็กซี่เกม บาคาร่า

The Last Supper หนึ่งในงานศิลป์ที่มีชื่อเสียงของ เลโอดาร์โน ดา วินชี

งานศิลป์ที่มีชื่อเสียง  ของ เลโอดาร์โน ดา วินชี

งานศิลป์ที่มีชื่อเสียง เลโอนาร์โด ดา วินชี เป็นศิลปินชาวอิตาลี ที่มีความเป็นอัจฉริยะรอบด้าน มีความรู้ ความเข้าใจ ทั้งในด้านการสร้างผลงานสไตล์แบบเรอเนซองส์ เป็นนักเล่นดนตรี  นักคิดค้น วิศวกร นักปั้น นักเรขาคณิต นักวาดรูป เรียกได้ว่าเป็นบุคคลที่หายากมากๆ เพราะอัจฉริยะเกินมนุษย์ทั่วไป

พ่อของเขา มีชื่อ แซร์ ปีเอโร ดา วินชี เป็นบุคลากรที่ทำงานด้านการรับประกันเอกสารของเมือง มีแม่ชื่อ คาตารีนา ทำอาชีพเกษตรกร  หนึ่งในงานศิลป์ที่มีชื่อเสียงของ เลโอนาร์โด ดา วินชี และเป็นที่รู้จักกันดี คือภาพวาดที่มีชื่อว่า The Last Supper 

ภาพนี้วาดขึ้นตามเรื่องตามราวในตำราไบเบิ้ล ถ่ายทอดเรื่องราวระหว่างการรับประทานอาหารมื้อเย็นของพระเยซูคริสต์กับเหล่าสาวกในห้องข้างบน ซึ่งอาหารมื้อนี้เป็นมื้อสุดท้าย ก่อนจะทรงโดนจับไปตรึงกางเขน เลโอนาร์โด ดา วินชี นั้นใช้เวลาวาดรูปของนี้นานมากถึง 4 ปี โดภาพวาดนี้ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนที่ได้เพราะว่าถูกวาดไว้บนผนังในคฤหาสน์ของผู้มีพระคุณที่เลี้ยงเขามา The Last Supper เป็นภาพวาดที่ยอดเยี่ยมทางงานศิลปะ ด้านงานจิตรกรรมที่สำคัญและมีชื่อเสียงทั่วทั้งโลก ที่สำคัญยังคงอยู่ให้เห็นได้ในปัจจุบัน 

ใครๆ ก็ว่าผลงานนี้ช่างยิ่งใหญ่ งดงาม และใช้เวลานานมากในการวาดให้เสร็จ  แต่จะมีใครรู้บ้างว่า ผลงานที่มีชื่อว่า The Last Supper นั้นก็มีความบกพร่องที่หลบอยู่ ถึงแม้ดูเหมือนจะเป็นผลจากชั้นยอดที่บรรจงและตั้งใจทำขึ้นมาอย่างมีสไตล์ แต่ว่าก็มีนักวิชาการด้านศิลป์ได้มองเห็นถึงความผิดพลาดจำนวนมากบนผลงานชิ้นยอดเยี่ยมนี้ของ เลโอนาร์โด ดา วินชี 

โดยจุดที่บกพร่องก็คือ ช่วงเวลาและเนื้อหาของภาพที่ถูกระบุไว้ ตามหนังสือได้บันทึกไว้ว่า เวลานั้นเป็นเวลาช่วงค่ำ แต่ทำไม เลโอนาร์โด ดาวินชี ถึงวาดท้องฟ้าให้สว่างไสวกัน ซึ่งก็มีผู้คนที่แสดงความคิดเห็นออกมาจำนวนมากโดยเหตุผลที่มีความเป็นไปได้ คือ สีของท้องฟ้าที่สว่างสไวนั้น อาจเป็นการแสดงถึงความศักดิ์สิทธิ์ก็เป็นได้ จุดบกพร่องต่อมาที่เห็น คือ โต๊ะ และอาหาร ถูกวาดเป็นสไตล์ยุโรป เพราะในยุคพระเยซูคริสต์นั้น อิสราเอลตกอยู่ภายใต้การครอบครองของอาณาจักรโรมัน  

นอกจากผลงานชิ้นนี้แล้ว เขายังมีผลงานที่โด่งดังมากๆ อีกหนึ่งผลงาน ซึ่งคาดว่าทุกคนน่าจะรู้จักกันดี ผลงานนี้มีชื่อว่า โมนา ลิซ่า (Mona Lisa) ภาพวาดผู้หญิงที่ชวนสงสับกับรอยยิ้มปริศนา สุดท้ายแล้ว เลโอนาร์โด ดา วินชี นั้นก็เสียชีวิตลงอย่างสงบด้วยวัย 67 ปี

 

 

ขอขอบคุณ  เว็บบาคาร่าฝากถอนไม่มีขั้นต่ำ  ที่ให้การสนับสนุน

ตำนานผาวิ่งชู้

ตำนานผาวิ่งชู้ ที่บริเวณแม่น้ำปิงจะมีหน้าผาอยู่ที่หนึ่งซึ่งหน้าผาแห่งนี้เรียกว่าผาวิ่งชู้หน้าผาแห่งนี้ได้มีตำนานเล่าขานเกี่ยวกับเรื่องของความรักของเจ้าหญิงพระองค์หนึ่งกับชายหนุ่มซึ่งเป็นลูกของอำมาตย์ท่านหนึ่ง

ซึ้งชายหนุ่มคนนั้นได้หลงรักผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งมีหน้าตาที่สะสวยงดงาม โดยผู้หญิงคนนั้นคือองค์หญิงที่มีความสวยงามเป็นอย่างมาก ซึ้งทั้งชายหนุ่มและองค์หญิงต่างก็รักกันทั้งสองนั้นแอบคนกันมาสักพักแล้ว โดยถึงแม้ว่าทั้งสองอยากจะแต่งงานกันมากเพียงใดก็ทำไม่ได้เพราะว่าชายหนุ่มนั้นมีความร่ำรวยที่ไม่มากพอที่จะคู่ควรต่อเจ้าหญิง ทั้งสองจึงจำเป็นที่จะต้องแอบคบกันอย่างลับๆ

และระหวาดระแวงว่าจะมีคนมารู้เรื่องของพวกเขา โดยยิ่งเวลานั้นผ่านไปมากเท่าไหร่ โอกาศที่พวกเขาจะได้เจอกันก็ยิ่งน้อยลงเท่านั้น ดังนั้นชายหนุ่มและหญิงสาวจึงพากันคิดหาวิธีที่จะหลบนี้ไปอาศัยอยู่ด้วยกันที่อื่น พวกเขานั้นคิดมาหลายวันแต่ก็คิดไม่ออก หลังจากผ่านไปหนึ่งอาทิตย์ชายหนุ่มก็ได้คิดวิธีที่จะหลบนี้ไปที่อื่นกับองค์หญิงได้สำเร็จ

โดยชายหนุ่มนั้นได้เสนอว่า ชายหนุ่มนั้นจะนัดองค์หญิงไปที่ป่าลึก โดยชายหนุ่มนั้นจะขี่ม้าไปรอองค์หญิงในป่าและหลังจากนั้นก็จะเล่าแผนต่อ วันต่อมาองค์หญิงก็ได้รีบออกจากวังและเข้าไปในป่าและเดินทางไปในจุดที่ชายหนุ่มได้นัดเอาไว้และองค์หญิงก็ได้ไปเจอชายหนุ่ม ชายหนุ่มนั้นยืนอยู่พร้อมกับม้าของเขา

โดยชายหนุ่มนั้นได้เล่าแผนต่อว่า จะต้องขึ้นขี่ม้าไปพร้อมกับชายหนุ่มแล้วพวกเขานั้นก็จะขี่ม้าหนีไปที่เมืองอื่นและใช้ชีวิตอย่างมีความสุขที่เมืองอื่นและไม่คิดที่จะกลับมาที่นี่กันอีกซึ่งองค์หญิงก็ตอบตกลงที่จะหนีไปจากเมืองแห่งนี้เมื่อทั้งสองนั้นออกไปได้สักพักเมื่อพระราชาตื่นขึ้นในตอนเช้าเมื่อพระราชาหรือว่าองค์หญิงนั้นได้หายไปแล้วและได้ข่าวมาว่าชายหนุ่มก็หายไปเช่นกันราชาจึงคิดว่าทั้งสองนั้นคงจะแอบหนีไปด้วยกันแล้ว

พระราชาจึงรีบสั่งกับทหารทุกนายให้ออกไปจากพระราชวังและตามตัวองค์หญิงมาซะพระราชานั้นเสกให้ทหารรีบออกไปจากวังโดยทั้งหมดและทหารก็ได้ขี่ม้าไปตามรอยเท้าของกีบม้าที่เป็นมาของชายหนุ่มซึ่งสุดท้ายเหล่าทหารก็ได้เจอกับชายหนุ่มในที่สุดโดยชายหนุ่มนั้นก็ไม่รู้ว่าจะทำยังไงดี

เพราะพวกเขานั้นขี่ม้ามาจนสุดทางแล้วโดยด้านหลังของพวกเขาก็จะเป็นหน้าผาที่มีหุบเหวลึกมาก ชายหนุ่มไม่สามารถที่จะทำใจได้ที่จะขี่ม้าตรงไปที่หุบเหว องค์หญิงจึงได้ให้เจ้าชายนั้นไปนั่งที่นั่นหลังแทนและองค์หญิงก็ขยับตัวเองไอ้ตรงด้านหน้าของม้าแล้วรีบควบม้าลงไปที่หน้าผาอันสูงชันจนทำให้ทั้งสองนั้นตกลงไปในหน้าผาเมื่อตกถึงพื้นทั้งสองคนก็เสียชีวิตในที่สุด

โดยชาวบ้านนั้นจะได้ทำการ ขาตรงจุดนั้นว่าหน้าผาวิ่งชู้ โดยก็ไม่มีใครรู้ว่าสาเหตุของชื่อคำว่าหน้าผาวิ่งชู้นั้นมาจากอะไร แต่ที่ทางชาวบ้านนั้นได้ตั้งชื่อขึ้นมาก็เพราะว่าพวกเขานั้นตั้งชื่อนี้ขึ้นมาเพื่อที่จะทำให้ทุกคนได้รู้ว่าทั้งชายหนุ่มและองค์หญิงนั้นรักกันมากเพียงใด

 

สนับสนุนโดย   gclub