Fitting พื้นฐานของนักออกแบบเสื้อผ้า

เมื่อการทำแพทเทิร์นหรือว่าแม่พิมพ์เป็นไปตามที่เราต้องการทุกประการแล้ว

ก็ถึงเวลาที่ต้องนำมาตัดผ้าจากแพทเทิร์นเหล่านั้นแล้วก็นำมาลองกับตัวแบบจริงๆ ถ้าเกิดว่าคุณเป็นคนที่สั่งตัดเสื้อผ้า คุณคงจะเข้าใจดีกับการโดนเรียกมายังร้านอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งส่วนมากที่โดนเรียกไปหลังจาการวัดตัวเพื่อนำไปทำแพทเทิร์นแล้ว นั้นก็คือขั้นตอนนี้แหละ การฟิตติ้ง หรือ การสร้างชุดจำลองเพื่อลองสวมใส่กับตัวแบบจริงๆ ซึ่งขั้นตอนนี้สำคัญอย่างมาก เพราะชุดจะพอดีกับตัวแบบหรือว่าพอดีกับที่เราคิดออกมาเป็นภาพสเก็ตไหม ก็อยู่ที่ขั้นตอนนี้เลย เพราะฉนั้นขั้นตอนนี้ก็เลยเป็นขั้นตอนที่อาจจะเรียกได้ว่าใช้เวลาบมากที่สุดสำหรับบางกรณี

ขั้นตอนทดลองสวมจริง คอนเซ็ปก็คือทำให้ผ้าที่ตัดออกมาจากแพทเทิร์นนั้นเข้ากับตัวแบบอย่างลงตัวมากที่สุด

ไม่ว่าจะต้องแก้สักกี่ทีก็ตามที เพราะการทำแพทเทิร์นนั้นเป็นการลองทำจากหุ่นที่มีขนาดใกล้เคียงกับตัวแบบที่ช่างได้นัดมาวัดตัวไว้ครั้งแรกนั้นเอง จึงทำให้ผ้าที่ออกจากแพทเทิร์นนั้นต่อให้ทำตามแบบเปะก็ตาม ก็อาจจะเรียกได้ว่าไม่พอกับตัวแบบจริงๆสักเท่าไหร่ จึงต้องมีการตัดผ้าออกมาเพื่อทำการสวมใส่จริงอีกครั้งแล้วจริงจะนำไปแก้ในจุดที่ไม่พอดี ซึ่งแน่นอนว่าต้องมีไม่มากก็น้อยที่ต้องแก้ หายากนั้นคนที่ทำแพทเทิร์นออกมาแล้วตรงเปะไปทุกส่วน นั้นคงเรียกไปเลยว่าเทพช่างตัดเสื้อแล้วล่ะ ซึ่งการแก้นี้อาจจะยืดยาวไปหลายต่อหลายครั้งจนกว่าทุกส่วนจะพอดีกับตัวแบบอย่างแท้จริง 

แต่ไม่ต้องกลัวไปหรอกว่าขั้นตอนนี้จะทำให้เหนื่อยแสนสาหัส จริงๆแล้วการทำ Fitting นั้นจะทำการตัดผ้าออกมาแบบลวกๆ ยังไม่ถึงขั้นปราณีต

แล้วก็จะยังไม่เย็บทุกจุดอาจจะไม่ต้องเย็บเลยแต่ใช้พวกเข็มกลัดแทน เพื่อที่จะแก้ได้เลย ถ้าช่างที่ชำนาญจริงๆ อาจะแก้กันเดียวนั้นจนเสร็จสิ้น หรือไม่ก็เจอช่างทำงานลวกๆ แบบทำแค่นี้แหละ ก็ซวยไปนะจ๊ะ

Pablo Picasso หนึ่งในสุดยอดจิตรกรเอกของโลก

บุรุษผู้นี้ถือเป็นจิตรกรเอกของยุคใหม่ ถึงแม้ว่าจะเรียกยุคใหม่แต่ก็เก่าพอที่จะเกิดไม่ทันเขายังอยู่กัน

ปีกัสโซ ชื่อนี้ใครๆก็ต้องเคยได้ยิน และชื่อนี้ก็ถูกเอาไปใช้กับชื่อหลายๆอย่าง

ไม่แปลกเลยเพราะเค้าเป็นศิลปินที่โด่งดังที่สุดในยุคใหม่นี้แล้วก็ยังสร้างผลงานไว้มากมายถึงหนึ่งหมื่นสามพันภาพ เยอะขนาดที่เรียกว่าแกลอรี่เดียวเอาไม่อยู่แน่ๆล่ะ

ปีกัสโซ ส่วนมากเขาจะเป็นผู้สร้างผลงานเปลี่ยนไปตามยุคตามสมัยเรื่อยๆทำให้เขาเป็นศิลปินที่เป็นผู้นำของแนวทางการวาดรูปใหม่ๆอยู่เสมอๆ เขานั้นจริงแล้วเป็นคนเมืองมาลากา เกิดมาช่วงปี 1881 แล้วต่อมาเขาก็ได้ย้ายไปอยู่ที่ปารีสแบบตั้งรกรากที่นั้นเลยล่ะ เขาได้ฝึกฝนและสร้างสรรค์ผลงานวาดรูปอยู่เสมอๆ แต่ในระยะเวลาที่เปลี่ยนแปลงไป เทรนที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอๆเขากลับปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว

ช่วงที่เทรนมาเป็นสีน้ำเงินภาพวาดของเขาก็จะอารมณ์หม่นๆไปในทางลึกลับๆและมีอารมณ์ที่โศกเศร้าอยู่เสมอๆ แล้วพอถึงยุคที่คนนิยมสีชมพู ปีกาโซ่ ก็ได้สร้างสรรค์งานออกมาได้หวานและเต็มไปด้วยความสดใสอยู่เสมอๆ

แต่ละภาพที่เขาวาดมักจะมีส่วนผสมเดิมอยู่เสมอๆอย่างเช่น

สัญญาลักษณ์ข้าวหลามตัดที่มีอยู่เสมอในทุกๆภาพที่โด่งดังของเขาในช่วงเดียวกัน แล้วต่อมาเขาดันไปเข้าถึงสไตล์การวาดที่เป็นเอกลักษณ์อย่างจากศิลปะที่ประเทศแอฟริกา นั้นทำให้เขานำมาประยุคเข้ากับศิลปะของเขากลายเป็นศิลปะแนวใหม่ที่มีชื่อว่าคิวบิสม์ น้ำทำให้ชื่อของปีกัสโซ่ดังระเบิดไปทั่วโลกเลยทีเดียว ซึ่งเขาได้นำศิลปะแบบใหม่เขามาเล่าเรื่องความทุกษ์ยากจากสงคราม นั้นเลยเกิดเป็นผลงานอันแสนยิ่งใหญ่ที่สุดของเขา เป็นภาพที่มองดูแล้วพูดไม่ถูกจริงๆว่าจะรู้สึกยังไงดี

ศิลปินผู้นี้มีความโด่งดังยาวนานมากๆ มากพอที่ช่วงชีวิตการที่เขาจะเสียชีวิตนั้นเขายังพอได้ดื่มด่ำกับชื่อเสียงที่เขาได้รับแล้วก็ได้ใช้ชีวิตเลิศหรรูกับเงินที่เขานั้นหามาได้อย่างมหาศาล ถือว่าเป็นศิลปินที่โชคดีจริงๆ

บุ๊ง ทศพล บุญญธนาภิฒน์ สุดยอดช่างภาพของประเทศไทย

 

 

บุ๊ง ทศพล บุญญธนาภิฒน์ สุดยอดช่างภาพของประเทศไทย

นักสถาปัตย์ ดีกรีมอลาดกระบัง ช่างภาพที่แต่งตัวได้เจนจัดอย่างมากช่างภาพที่มีความรักให้กับงานถ่ายภาพอย่างยิ่ง
เขามักสร้างจุดหมายปลายทางใหม่ๆเพื่อให้เกิดการพัฒนาในสายงานที่ตัวเองรักผลงานของเขาทั้งหมดนั้นเป็นมีเอกลักษณ์ในแบบของเขาอยู่เสมอ

ถ้าเกิดว่าคุณได้อ่านนิตรสารอยูบ่อยๆ

แล้วสายแฟชั่นจะได้เห็นชื่อของเขาอยู่บ่อยบนหัวนิตรสารแฟชั่นต่างๆแล้วผลงานเขาก็ได้อยู่หัวของวงการตลอด 10 ปีทำให้ตอนนี้เขานั้นก็ต้องถือว่าเป็นช่างภาพสายแฟชั่นที่ชื่อดังที่สุดในเวลานี้แล้วล่ะจุดเริ่มต้นของเขาคือการที่เขาสนใจในการวาดภาพแล้วก็ได้ลงเรียนวิชาจิตรกรรม ซึ่งก็เป็นปกติของคนที่มีหัวอินดี้เช่นเดียวกันทุกคนที่เขาอยากวาดภาพได้นั้นก็เพราะเขาคิดว่ามันเท่ดี

แต่นั้นก็ทำให้เขาตระหนักว่าเขาคงไปแข่งกับใครไม่ทันถ้ายังมามัวจับดินสอวาดภาพอยู่แบบนี้ แล้วก็ได้พบเส้นทางการสร้างสรรค์ภาพที่รวดเร็วที่สุดที่เรียกว่าการถ่ายรูปนั้นทำให้เขาหันมาจับกล้อง โดยเริ่มจาการเป็นฟรีแลนซ์ให้กับนิตรสารต่างๆซึ่งเขานั้นโดดเด่นจากสไตล์การถ่ายแบบที่มีความขัดแย้งในภาพ เช่น แบบ เสื้อผ้าและฉากหลัง แล้วจากนิสัยเขาที่เป็นคนชอบเข้าสังคมนั้น
ทำให้เขามักได้ไอเดียวความคิดต่างๆใหม่ๆจากผู้อื่นที่มาจากหลากหลายสายอาชีพ

แล้วเขาก็เอาไอเดียวเหล่านั้นไปสร้างสรรค์งานได้อย่างมากมายเขาก็มีคติความคิดเหมือนช่างภาพหลายๆท่านที่ประสบความสำเร็จคือการที่คิดว่างานต้องเฟอร์เฟคห้ามชุ่ยแม้แต่งานเดียวเขานั้นถือว่าเป็นช่างภาพที่มีความสุขกับการถ่ายภาพอยู่เสมอๆ
ซึ่งก็เป็นปกติในทุกสายงานที่เราควรมีความสุขกังานที่ทำก่อนที่จะถามว่าทำได้ไหมซึ่งเขาก็ไม่หยุดแค่นี้แน่พี่บุ๊งยังมีแพลนที่จะขยายสายงานตัวเองไปเป็นนักตกแต่งภาพให้กับหลายๆบริษัทอีกด้วย แล้วก็อยากจะเปิดครอสหรือการสอนสำหรับช่างภาพมือใหม่ในประเทศ