Eye Target หนึ่งในเทคนิคถ่ายภาพ Portrait ให้ชัด

มาต่อจากตอนที่แล้ว ว่าด้วยเรื่องของเสน่ห์ของการถ่าย Portrait คือดวงตา ดังนั้นควรใช้ทุกวิถีทางทำให้ดวงตานั้นชัดที่สุดในภาพ และได้บอกไว้ว่ามีทั้งหมดสามหัวข้อด้วยกัน

หัวข้อแรกก็ได้บอกไปแล้วว่าเป็นเรื่องของเทคโนโลยีระดับสูงที่ยังมีการพัฒนาต่อยอดขึ้นเรื่อยๆ เรียกได้ว่าใครที่ซื้อกล้องในยุคนี้เป็นต้นไป จะได้ฟังค์ชั่นโฟกัสจับดวงตาทุกรุ่นทุกยี่ห้อไปแล้วล่ะ ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่ไม่ต้องกังวนมากสำหรับการถ่าย Portrait ในยุคปัจจุบัน

แต่เมื่อลองย้อนกับไปสักนิด ถ้าตัวผมคิดว่าน่าจะช่วง สามสี่ปีที่แล้ว ตอนที่ฟังค์ชั่นจับดวงตายังไม่มีในกล้องทุกๆรุ่น มีแต่อยู่ในกล้องของ Sony ที่เรียกได้ว่ามาปฏิวัติวงการเลยทีเดียว ผมก็ไม่แน่ใจนะว่าเมื่อไหร่ที่มันเปลี่ยนไปขนาดนี้ รู้แต่ว่าก่อนหน้านั้น กล้องไม่ว่าจะรุ่นเจ๋งรุ่นแพงขนาดไหน ก็ยังไม่มีฟังค์ชั่นนี้แน่นอน ทำให้ผมต้องพูดให้ฟังว่า สำหรับผู้ที่ไม่ได้มีฟังค์ชั่นจับดวงตาอยู่ในกล้องนั้น เข้าใช้วิธีไหนกันในการทำให้ดวงตาชัด คำตอบง่ายมากเลย เพราะมันมีคำตอบเดียว นั้นก็คือ ต้องใช้ระบบ Focus Area แบบเลือกจุดเอง แบบเล็กสุด แล้วก็ต้องเลือกจุดไปให้ตรงกับตานางแบบมากที่สุด นั้นแหละ

มีเพียงวิธีนี้จริงๆ ที่จะได้ดวงตาที่ชัดที่สุด จะเห็นได้ว่าการใช้เวลาในการเลือกดวงตาให้ชัดนั้น ใช้เวลาเยอะกว่ากล้องยุคใหม่มากๆ นั้นอาจจะเป็นเหตุให้หลายๆคนต้องยอมออกกล้องรุ่นใหม่ๆแล้วในยุคนี้ ถ้าไม่นับเรื่องเวลาที่เสียไป ก็ต้องบอกเลยว่า ผลลัพท์ใกล้เคียงกันมากกับสองระบบที่กล่าวมา ได้ดวงตาที่ชัดใช้ได้เลยล่ะ

สุดท้ายเป็นวิธีฮาร์ดคอที่สุดแล้ว สำหรับผู้ที่ใช้กล้องระบบเลนส์มือหมุน ต้องขอเกรินก่อนเลยว่า การที่คนเล่นเลนส์มือหมุนนั้นเข้าต้องเสียฟังค์ชั่นหลายอย่างมากๆในกล้องไป เพื่อแลกกับคาแรคเตอร์เลนส์ที่อยากได้ ภาพที่เขาต่างหลงไหลนั้นเอง ซึ่งแน่นอนล่ะ สิ่งที่หายไปทั้งหมดคือ ระบบโฟกัสแบบออโต้ ไม่ว่าจะส่วนไหนก็ตาม

ต้องให้มีจับดวงตาหรือเลือกจุดเองก็จะไม่ได้ใช้ แต่ตัวกล้องเองนั้นก็คิดมาอย่างดีแล้วล่ะ สำหรับจุดนี้ ก็คือฟังค์ชั่นต่างๆที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อคนใช้เลนส์มือหมุน จะมีสองฟังค์ชั่นนั้นคือ ระบบ พีคโฟกัส และระบบซูม การที่เราหมุนโฟกัสเองเราต้องใช้ พีคโฟกัสเข้าช่วยเพื่อให้จุดที่โฟกัสเข้านั้นมีสีๆให้ตาเราเห็นได้ และถ้าตัวแบบไม่ได้อยู่ใกล้ๆก็ต้องใช้ระบบ ดิจิตอลซูมเข้าไปเพื่อดูพีคโฟกัสใกล้ๆ ยิ่งเห็นสีๆที่ขอบดวงตาเลยยิ่งดี แต่ถ้าเป็นกล้องระบบเก่าก็หมดสิทธิ์นะจ๊ะ

 

 

สนับสนุนโดย  Gclub ฝากขั้นต่ํา 100

ใช้ซิลิก้าเจลกับกระเป๋ากล้อง หนึ่งในเรื่องเข้าใจผิดเกี่ยวกับกล้อง

นี่คือนวัตกรรมที่มีมาอย่างยาวนั้น ตั้งแต่ยังก็ได้รู้จักกับเจ้า ซิลิก้าเจล ไม่ว่าจะเป็นขนมหรือของเล่นต่างๆก็มีการใส่ซองที่มีซิลิก้าเจลนี้อยู่ เรียกได้ว่าเกือบทุกอย่าง เพราะมันคือสารดูดความชื้อ ทำให้ของที่อยู่ร่วมกับซิลิก้าเจลในที่ปิดนั้น ไม่ได้รับความชื้นนั่นเอง แล้วเจ้าซิลิก้าเจลนี้ในยุคแรกๆที่มีการใส่มา ทำให้ต้องมีการเตือนผู้ซื้อของอยู่ตลอดว่า ห้ามแกะซ่องให้ขาด หรือเหล่าเด็กที่นึกว่ามันเป็นของกิน อีกทั้งถ้าเป็นแบบซองใสๆ

ก็จะเห็นสีสันของมัน ซึ่งก็มีหลายแบบมากๆ บางสีสันก็ชวนให้เหล่าเด็กๆอยากแกะมาเล่นซะเหลือเกิน โดยที่เจ้านี้มีอันตรายทั้งกับภายในร่างกายถ้ากินเข้าไป และอันตรายกับผิวหนังถ้าสัมผัสมันนานๆด้วยเช่นกัน ถึงมันจะมีฤทธิ์ต่อผิวหนังน้อยก็เถอะ ดังนั้นแหละมันก็เป็นสารอันตรายชนิดหนึ่งนั้นเอง แต่สมัยนี้ก็เรียกได้ว่ารู้จักกันทุกคนแล้วล่ะ เพราะมันมีใส่ในทุกอย่างจริงๆ

เจ้าซิลิก้าเจลนี้ ได้นิยมมากๆให้วงการกล้อง เพราะมันคือสิ่งที่จะทำให้กล้องของเรานั้นปลอดภัยจากเหล่าความชื้นต่างๆได้ ความชื้นกับอุปกรณ์กล้องถือเป็นศัตรูกันโดยธรรมชาติ ทั้งแบบกล้องฟิล์มระบบกลไกล้วน ก็มีเรื่องของเหล่าน้ำมันต่างๆ และตัวบอดี้ที่มีทั้งหนังและโลหะ ที่ไวต่อความชื้นมากๆ และกล้องดิจิตอล ก็ยิ่งแล้วใหญ่เพราะมีส่วนของแผงวงจรต่างๆ

ที่เป็นอะไรที่ห้ามมีความชื้นเยอะ และพวกน้ำก็ห้ามสัมผัสด้วยเช่นกัน แล้วที่อันตรายต่อความชื้นที่สุดในทั้งหมดทั้งมวลก็ต้อง เจ้าเลนส์นี่แหละ ที่ถ้าชื้นแล้วมีราขึ้น หรือว่าเกิดฝ้า ที่ทำให้ภาพมัว เลนส์ก็จะค่อยๆเสียคุณภาพไปในที่สุด ดังนั้นแล้ว มันจึงถูกใช้ในวงการกล้องอยู่สม่ำเสมอ แล้วจะบอกด้วยว่า ซิลิก้าเจลที่ใช้กับวงการกล้องนั้นเป็นแบบมีคุณภาพดีเสียด้วย แต่ทว่า เจ้าซิลิก้าเจลนั้นมีขั้นตอนการใช้งานมันอยู่นะ ไม่ใช่ว่าใช้ยังไงก็ได้ เจ้านี่ต้องอยู่ในที่ปิดเท่านั้น ไม่ใช่ที่มีอากาศถ่ายเท เพราะว่ามันจะปรับอากาศตรงนั้นให้ไม่มีความชื้นยังไงล่ะ

แล้วจะไปปรับพื้นที่เปิดได้ยังไงกัน พวกกระเป๋ากล้างที่ใส่ๆกัน ถ้าเกิดเป็นแบบเปิดละก็ เรียกว่าไม่ได้ช่วยอะไรกล้องและเลนส์เลย ถึงแม้เป็นกระเป๋ากล้องแบบมีซิปปิดก็ต้องเป็นผิดแบบกันน้ำกันอากาศด้วย ไม่เช่นนั้นอากาศก็ถ่ายเทกันอยู่ดี แล้วเหล่าพ่อค้าก็ขายกันจังเลย

ปกติแล้วเข้าใช้โยนไว้ในตู้เก็บกล้อง หรือกล่องที่ใช้เก็บกล้องเท่านั้น ส่วนการนำออกไปข้างนอกนั้นช่วยได้ยาก กลับมาก็เพียงแค่รีบเอาใส่ตู้หรือกล่องก็พอ

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  บาคาร่าออนไลน์

การจับกุมเสือแป้น

เสือแป้นเป็นโจร ชื่อดังของราชบุรี เมื่อสมัยก่อนนั้นเสือรับการสักยันต์จากท่าน ในเวลาไม่นานนักจึงเกิดการหักเหของชีวิตทำให้เสือแป้นนั้นต้องมากลายเป็นโจร เที่ยวออกปล้นชาวบ้านจนมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่ว แต่ทางตำรวจก็ไม่สามารถจับตัวของเสือแป้นได้ ด้วยความที่มีหนังคงกะพันฟันแทงไม่เข้านั่นเอง ไม่ว่าอาวุธอาไรก็ไม่สามารถทำอันตรายเสือแป้นได้เลย

ทางการจึงได้ปรึกษากันว่าจะให้ลูกน้องของเสือแป้นช่วยเหลือในการจุบกุมเสือแป้นนั่นเอง โดยการให้เงินก้อนใหญ่และเมื่อลูกน้องของเสือแป้นเห็นเงินจึงเกิดความโลภ และได้ทำการหักหลังลูกพี่ด้วยการ รอให้เสือแป้นหลับเสียก่อน แล้วจึงใช้ไม้ตีเสือแป้นจนสลบ 

การจับกุมเสือแป้น

เมื่อเสือแป้นโดนลูกน้องใช้ไม้ทุบจนสลบแล้ว คนขมาดูในการประหารเสือแป้น นับหมื่นคน การประหารนักโทษนั้นองทางการก็ได้กรูเข้าไปจับกุมเสือแป้นทันที และเมื่อเสือแป้นถูกตัดสินคดีด้วยการประหารชีวิตโดยการถูกตัดหัวประจาน จึงมีชาวบ้านให้ความสนใจในคดีของเสือแป้นอย่างมากจึงได้แห่กันต้องทำการผูกมัดตัวนักโทษไว้กับเสา แต่การถูกตัดหัวนั้นก็ไม่สามรถทำการตัดหัวของเสือแป้นได้ ทั้งที่ดาบของเพชฌฆาตได้เคยทีการตัดหัวนักโทษมาเยอะแล้วก้อตามและได้การฟันดาบลงไปที่คอแล้วหลายหนก็ตาม ก็ไม่สามารถฆ่าเสือแป้นได้

ในที่สุดจึงได้มีการปรึกษากันว่าควรทำอย่างไรดี และมีคนเสนอให้มีการใส่กระทะต้มน้ำ และเมื่อแม่ของเสือแป้นทรายข่าวก็กลัวลูกของตนนั้นจะทรมาน จึงบอกกับทางการว่าตนขอเป็นผู้เกลี่ยกล่อมลูกชายของตนเอง เมื่อมารดาเข้าไปเกลี่ยกล่อมสักพักเสือแป้น จึงบอกให้มารดาไปตักน้ำมาขันหนึ่ง

แล้วจึงทำเป็นน้ำมนต์ เสร็จแล้วให้มารดาเอาน้ำมนต์นั้นมารดร่างของตัวเองและได้ใช้น้ำมนต์นั้นลูบตรงรอยสักสามหน และได้ทำการก้มกราบมารดาของตนเป็นครั้งสุดท้ายจากนั้นเพชฌฆาตก็ได้ทำการตัดหัว เมื่อมีดถูกที่ลำคอทำให้หัวของเสือแป้นกระเด็นและมีเลือดพุ่งออกมามากมาย จบชีวิตโจรของเสือแป้น 

แต่เรื่องของเสือแป้นก็ยังเป็นที่เล่ากล่าวสืบต่อมาในเรื่องของความหนังเหนียว ตีฟันไม่เข้า และจึงมีคนมาขอสมัครเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อห้องมากมาย และขอร้องให้ท่านสักยันต์ให้ การทำตัวเป็นคนดี มีจิตใจดีก็เพียงพอแล้ว แต่จะเสริมความแข็งแกร่งและหนังเหนียวไปด้วยนั้นก็ควรใช้ให้ถูกวิธี

 

 

ขอบคุณ  ระบบฝากถอนเงิน Gclub  ที่ให้การสนับสนุน

ศิลปะบำบัด

บางทีการมีสภาวะที่ติดขัดหรือไม่สมดุลเมื่อเรารู้ตัวแล้วนั้น คำถามต่อไปคือเราจะสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างไรและอะไรเป็นสิ่งที่จะช่วยให้เราเติบโตอยู่ในสภาวะที่ดีขึ้น

และเราสามารถขอความช่วยเหลือจากใครได้หรือไม่ กระบวนการศิลปะที่ใช้ในการบำบัดบัดนั้น มองได้ว่าเป็นทางเลือกสำหรับกลุ่มบุคคลที่สนใจในเรื่องการการสร้างสรรค์ การจิตนาการ การลงมือทำ ให้เกิดชิ้นงานศิลปะขึ้นมาและมีผลงานชิ้นนี้นั้นเป็นตัวกลางในการทำความเข้าใจในสภาวะนั้นๆ เพื่อที่จะเข้าใจและสามารถนำไปสู่การตระหนักและรู้บางสิ่งบ่างอย่างนั่นเอง

มีการเริ่มต้นจากการพุดคุยก่อนว่าวันนี้เป็นอย่างไรบ้างและมีเรื่องอะไรที่อยากจะแชร์ในวันนี้ไหม หรือบางคนก็อาจจะเข้ามาด้วยการที่เค้ารู้ตัวแล้วว่าอยากจะทำเรื่องอะไรและก็จะไปที่การสร้างผลงานขึ้นมาไม่ว่าจะเป็นการวาดภาพ การปั้น การใช้ทราย หรือกระบวนการของการเคลื่อนไหวของร่างกายเพื่อที่จะสำรวจความรู้สึก และเมื่อมีชิ้นงานเกิดขึ้นก็จะมีการคุยผ่านภาพผ่านผลงานของคนเหล้านั้น ดูว่าเกิดอะไรขึ้นและเรานั้นเห็นอะไรจากผลงานและสามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้บ้าง 

บางคนก็คิดว่าตัวเองเป็นโรคซึมเศร้าและมีการไปตรวจกับหมอแต่ผลออกมาว่าไม่ได้เป็นโรคซึมเศร้าและสิ่งเหล่านี้นั้นอาจจะเกิดจากความเครียดในการทำงานหรือเกิดจากความตาดหวังในตัวเองที่สูงเกินไปและมีการศึกษาและทำความเข้าใจว่าศาสตร์นี้นั้นสามารถรักษาอาการเหล่านี้ได้หรือไม่ โดยจะช่วยให้มีกิจกรรมยามว่างในวันเสาร์ อาทิตย์ สามารถทำให้ลดความเครียดลงได้ไหม และเมื่อมีการใช้ศิลปะในการบำบัดนั้น การวาดรูปการลองทำศิลปะต่างๆในเบื้อต้นนั้นจะช่วยให้เราเหมือนกลับไปเป็นเด็กอีกรอบเพราะกิจกรรมที่ทำส่วนใหญ่นั้นไม่ได้เน้นการวาดรูปที่สวยงามแต่เป็นการวาดรูปเพื่อคุยกับตัวเองนั่นเอง

โดยกระบวนการทางศิลปะแบบนี้นั้นไม่ได้เป็นกระบวนการศิลปะเพื่อความสวยงาม แต่สิ่งสำคัญในการใช้ศิลปะบำบัดนั้นก็คือการที่ทำให้เรานั้นได้ทำความรู้จักตัวเองมากขึ้นและกับสิ่งที่เรานั้นกำลังเผชิญอยู่ตรงหน้า และถือว่าศิลปะบำบัดนี้เป็นประโยชน์มากสำหรับบางคนที่เค้าอาจจะพูดความรู้สึกของตัวเองไม่เก่งหรือไม่สามารถถ่ายทอดออกมาให้คนอื่นรับรู้ได้ เนื้อหาหรือข้อความที่แท้จริงก็อยู่ตรงนั้นเพราะฉะนั้นสิ่งที่เราจะโฟกัสมากกว่าก็จะเป็นชิ้นงานที่ถูกสร้างสรรค์และจินตนาการออกมานั่นเอง

อานุภาพของการที่เราทำอะไรนั้นโดยที่เราไม่ต้องมีการคิดหรือวิเคราะห์ก่อนโดยผ่านงานศิลปะนี้จะทำให้เราเห็นเลยว่าตัวเรานั้นตัวตนข้างในนั้นเป็นอย่างไรและจะช่วยทำให้เราเข้าใจตัวเองมากขึ้นและสามารถทำให้เราบาลานซ์ได้ระหว่างเรื่องไหนควรใช้ความรู้สึกและเรื่องไหนควรใช้ตรรกะนั่นเอง

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  สมัครคาสิโนออนไลน์ไม่มีขั้นต่ำ

หนึ่งในเทคนิคการถ่ายรูปกับกระจกให้น่าสนใจ

ภาพหน้าสะท้อนกระจกแตก หนึ่งในเทคนิคการถ่ายรูปกับกระจกให้น่าสนใจ

เทคนิคนี้เป็นเทคนิคระดับที่ต้องทำอะไรให้เสียของกันเลยทีเดียว นั้นก็คือการที่เราต้องทำกระจกให้แตก นอกจากคุณจะมีโอกาสได้กระจกแตกโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ ก็อย่าเพิ่งทิ้งละ แล้วเก็บเอาไว้ใช้ในกรณีนี้ได้ ซึ่งก็ขอเตือนหน่อยแหละว่า เทคนิคนี้ ควรจะระวังเรื่องเศษแก้วเป็นพิเศษเลยนะ เพราะเศษแก้วนี้มันอาจจะทำให้เรามองไม่เห็น แล้วแอบบาดมือเราตอนที่พยายามที่จะเคลื่อนที่มันก็เป็นได้ เพราะฉะนั้นแล้ว

เทคนิคนี้ถือเป็นเทคนิคที่ต้องระมัดระวังหน่อยล่ะ อย่าได้ประมาทมันเด็ดขาด เดี๋ยวจะเสียเลือดเสียเนื้อกันโดยปล่าวประโยชน์ เทคนิคนี้เราจะเห็นได้บ่อยๆกับโปสเตอร์หนังซะมากกว่านะ เพราะว่ามันเป็นการนำเสนอความรุนแรงในภาพโดยผ่านเทคนิคแก้วแตกนี้ ความรุนแรงที่ว่าจะมีแบบไหนก็ได้ แบบฆาตกรรม แบบโกรธ แบบการไล่ล่า เป็นไปได้ทุกอย่าง แต่ที่นิยมที่สุดคงเป็นแบบหนังฆาตกรโรคจิตแหละ โดยการทำรูปเหยื่อแบบว่า กำลังตกใจ อะไรประมาณนี้ แล้วมันได้ผล ภาพสื่อให้รู้สึกอัตรายและการไล่ล่าฆ่ากัน แล้วก็ต้องถึงฆาตในที่สุด

เริ่มจากการหากระจกที่ไม่ใช้แล้ว มาทำให้แตกได้เลย แต่ระวังด้วยล่ะ อย่าให้ชิ้นมันละเอียดเกินไป เดี๋ยวจะไม่มีชิ้นใหญ่พอที่จะสะท้อนตัวแบบได้พอ ต่อมาก็นำกระจกที่แตกนี้มาจัดเรียงให้ทั่วๆ หรือไม่ก็ถ้ามันแตกแต่ไม่กระจัดกระจายออกจากกัน ก็สามารถเอามาใช้ได้เลย แต่การจัดเรียงใหม่กับการใช้จากที่แตกเลยนั้น จะได้ภาพไม่เหมือนกันนะ

เพราะฉะนั้นก็ต้องดูว่าเราชอบแบบไหนกันด้วยล่ะ จัดเรียงก็ควรจัดให้ทั่วๆ แล้วก็ขยายวงกว้างเต็มกรอบที่เราจะถ่ายสักหน่อยนะ อย่าให้ดูขาดๆเหลือๆพื้นที่ เพราะเราจะให้กระจกที่แตกนั้นเป็นทั้งฉากและตัวแบบไปในตัวด้วย ต่อมาก็ตัวแบบมาอยู่ให้พอดีสะท้อนกระจกได้เลย โดยการทำสีหน้าท่าทางให้สอดคล้องกับกระจกที่แตก เป็นโจทย์ที่เหมาะกัน ไม่ใช่ถ่ายกับกระจกแตกแต่ทำหน้าตาร่าเริง ก็จะประหลาดไปหน่อยนะ แต่แน่นอนว่าถ้าจัดเรียกกระจกที่พื้น ก็จะทำให้ตัวแบบเองต้องเอนหน้าให้สะท้อนพอดีด้วย

ไม่ใช่ตรงๆเป็นแบบมุมงัดก็จะไม่สวย แล้วก็อย่างที่บอกไป ระวังเศษกระจกด้วยเพราะอาจจะมีเศษอื่นๆใกล้กระจกที่เราจัดเรียงแล้วบาดมือตัวแบบเข้าให้ สุดท้ายก็เช่นเดิม ตากล้องก็ต้องก้มถ่ายเฉียงๆโดยไม่ให้ติดตัวเอง ตรงจุดนี้ต้องระวังเรื่องการจัดกรอบภาพหน่อย อย่าเจาะเกินไป และอย่าไกลเกินไป มันจะมีระยะพอดีกับเศษและตัวแบบที่พอเหมาะ

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  เว็บพนันบอลฝากขั้นต่ำ 100