ยายสำอางวณิพกเมืองสุพรรณ

ประวัติยายสำอาง

ยายสำอางเกิดเป็นลูกคนจีน ผู้เป็นพ่อจึงไม่ค่อยชอบลูกสาวเท่าไรนัก ประกอบกับแกเป็นเด็กขี้โรคพ่อ แม่จึงนำแกไปปล่อยทิ้งไว้ที่วัด ในจังหวัดสมุทรสาคร ที่ศาลาวัดบางน้อย โดยไม่สนใจว่าจะมีคนมาเก็บไปเลี้ยงหรือจะตาย และได้มีวณิพกสองผัว เมียมาเจอจึงได้เก็บยายสำอางไปเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรม และสองผัว เมีย ครอบครัวมีความยากจน จึงต้องอุ้มยายสำอางเร่ร่อนออกร้องเพลงขอทานไปด้วย และยายสำอางก็ได้มีอาการเจ็บตาในวัยเด็กและตาแกก็บอดในที่สุด และจากการที่แกได้ฟังเพลงขอทานมาทุกวันจึงซึมซับเข้ามาในตัวแกทีละน้อย

จนในที่สุดแกก็ร้องเพลงขอทานได้อย่างเชี่ยวชาญเลยทีเดียว แกเป็นคนอารมณ์ดีคุยสนุก ร้องเพลงขอทานได้ดี ไม่ว่าเพลงเร็ว เพลงช้าก็สามารถเรียกน้ำตาคนฟังได้เลย และสามีของยายสำอางได้เสียชีวิตไปแล้วถึงสามคนและได้อยู่กับสามีคนปัจจุบันได้4-5ปีถึงได้เสียชีวิตลง

เพลงขอทาน

เพลงขอทานที่ร้องจะเกี่ยวกับเรื่องนิทานพื้นบ้านนำมาร้องเข้ากับดนตรีที่แกตีเองให้เข้ากับเนื้อเพลงอย่างพวกขุนช้างขุนแผน พระรถเมรี เป็นต้น 

เสียชีวิตแล้วยายสำอาง

ยายสำอางได้เสียชีวิตลงด้วยโรคชราด้วยวัย 71ปี และแกไม่ได้มีญาติพี่น้องที่ไหนคนที่มาในงานศพของแกนั้นไม่กี่คน ก่อนที่ยายสำอางจะเสียชีวิตสามีคนปัจจุบันได้เล่าว่าแกไม่ได้ออกไปร้องเพลงขอทานแล้ว จะออกไปร้องก็ต่อเมื่อมีคนมาจ้าง และแกก็ได้ทำอาชีพเหลาไม้ปิ้งไก้ขายในราคามัดละ4บาทมี120อันในหนึ่งมัด วันหนึ่งแกจะเหลาได้20มัด และในคืนที่แกเสียชีวิตนั้น แกได้ตื่นจะมาเข้าห้องน้ำแล้วได้มีอาการไอแล้วก็ล้มฟุบลง สามีแกจึงเดินไปอุ้มแกขึ้นมา พบว่าแกได้เสียชีวิตแล้วและได้มีเลือดออกมาทางปากเป็นจำนวนมาก

เมื่อได้รับรู้เรื่องราว หรือประวัติของยายสำอางแล้วก็ทำให้สงสารยายสำอางที่ต้องมีชีวิตลำบากเพียงเพราะต้องเกิดมาเป็นลูกผู้หญิงของคนจีนเท่านั้นเองเหรอ และได้มีการนำยายสำอางมาทิ้งโดยไม่สนใจว่าจะเป็นยังไง จิตใจของพ่อ แม่ แต่ก็ยังโชคดีของยายสำอางที่มาเจอคนใจบุญถึงจะไม่มีเงินทองเลี้ยงดูยายสำอางได้เป็นอย่างดี แต่ก็ยังเลี้ยงให้แกได้มีชีวิตอยู่มาได้ถึง71ปี

และการที่แกเสียชีวิตลง และแอ๊ดคาราบาวได้ติดต่อขอเป็นเจ้าภาพในงานศพยายสำอางด้วย และแอ๊ดคาราบาวได้มีการทำเพลงเกี่ยวกับชีวิตของยายสำอางแม่เพลงขอทานแห่งเมืองสุพรรณไว้ให้ได้ฟังกันด้วย

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  เว็บพนันบอลฝากขั้นต่ำ 100

ประวัติวันสงกรานต์

วันนี้เราจะมาบอกประวัติวันสงกรานต์สำหรับคนที่ยังไม่รู้ประวัติความเป็นมาของวันสงกรานต์วันนี้เราเลยจะมาบอกเรื่องเล่าของวันสงกรานต์ที่สำหรับคนนั้นยังไม่รู้กันค่ะ

มีเรื่องเล่าสืบทอดกันมาว่า และก็หน้าจะจารึกวัดเซตุพนฯซึ่งได้กล่าวไว้ว่าประดับความรู้ของสาธุชนทั้งหลายดังต่อไปนี้  เมื่อต้นภัทรกัลป์มีเศรษฐีคนหนึ่งซึ่งมีเงินทองมากแต่ว่าไม่มีบุตรบ้านอยู่ใกล้นักเลงสุรานักเลงสุรานั้นมีบุตร 2 คน ผิวเนื้อดุจทอง ซึ่งว่าวันหนึ่งนักเลงสุรานั้นได้เข้าไปในบ้านของเศรษฐีแล้วได้ด่าเศรษฐีด้วยถ้อยคำที่หยาบคายท่านเศรษฐีนั้น

ได้ถามว่าเจ้าเข้ามาในบ้านของข้าแล้วเจ้ามาด่าข้าด้วยเหตุผลอะไรซึ่งนักเลงสุรานั้นตอบกับท่านเศรษฐีว่าท่านนั้นมีเงินมากมายแต่ไม่มีลูกแต่กลับผมนั้นเป็นชาวบ้านธรรมดาแต่ว่ากลับมีลูกถึงสองคนพอท่านเศรษฐีนั้นได้ฟังจึงพยักหน้าจากนั้นนักเลงสุราพูดต่อว่าเมื่อท่านนั้นตายไปสมบัตรที่ท่านนั้นมีก็ไม่มีคนสืบทอดและนักเลงสุรานั้นพูดขึ้นอีกว่าลูกของเขานั้นมีผิวที่งดงามนักเลงสุรานั้นตอบอีกว่าตัวเขานั้นมีดีกว่าท่านเศรษฐีพอท่านเศรษฐีนั้นฟังจบก็อยากมีลูกบ้างจึงไปบนบานศาลกล่าวขอลูกแต่ก็อยู่มาสามปีก็ไม่มีลูกเมื่อขอลูกจากพระอาทิตย์และพระจันทร์มิได้ดังปรารถนาแล้วอยู่มาวันหนึ่ง 

ถึงฤดูคิมหันต์ โลกสมมุติว่าเป็นมหาสงกรานต์ คือ พระอาทิตย์ยกจากราศีมีนประเวสสู่ราศีเมษซึ่งคนทั้งหลายพากันเล่นนักขัตฤกษ์เป็นการรื่นเริงขึ้นปีใหม่ทั่วชมพูทวีป แต่ว่าในขณะที่เศรษฐีนั้นพาบริวานไปยังต้นไทรริมฝั่งแม่น้ำซึ่งเป็นที่อยู่แห่งปักษีชาติทั้งหลาย ซึ่งเอาข้าวสารซาวเจ็ดน้ำแล้วก็หุงบูชาซึ่งได้ตั้งจิตและอธิฐานขอบุตรจากรุกขพระไทรรุกขพระไทรมีความกรุณาเหาะไปขอลูกให้กับท่านเศรษฐี

ซึ่งพระอินทร์นั้นจึงให้ธรรมบาลเทวบุตรนั้นลงไปเกิดในครรภ์บิดามารดาขนานนามว่า ธรรมบาลกุมาร แล้วจึงปลูกปราสาทขึ้นให้กุมารอยู่ใต้ต้นไทรริมสระฝั่งแม่น้ำและเมื่อกุมารนั้นโตขึ้น ก็รู้ภาษานกแล้วเรียนจบไตรเทพเมื่ออายุได้ 8 ขวบนั้นได้เป็นเป็นอาจารย์บอกมงคลการต่างๆ แก่มนุษย์ ชาวชมพูทวีปทั้งปวงซึ่งในตอนนั้นโลกทั้งหลายนับถือท้าวมหาพรหมและกบิลพรหมองค์หนึ่งนั้นได้แสดงมงคลการแก่มนุษย์ทั้งปวง

และเมื่อกบิลพรหมแจ้งเหตุที่ธรรมกุมารเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงและเป็นที่นับถือของมนุษย์บนโลกทั้งหลายจึงได้ลงมาถามปัญหาแก่ธรรมกุมาร

 

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  Gclub ฝากขั้นต่ำ50

ตำนานความเชื่อเกี่ยวกับงานบุญบั้งไฟ

  งานบุญบั้งไฟเป็นงานที่จัดขึ้นทุกปีในจังหวัดทางแถบทางภาคอีสาน

โดยถึงเรียกว่างานบุญบั้งไฟเป็นงานประจำปีของภาคอีสานเลยทีเดียวก็ว่าได้ซึ่งจะจัดงานกัน ในช่วงวันออกพรรษาโดยจะยึดเอาวันขึ้นสิบห้าค่ำเดือนสิบเอ็ดของทุกปีในการจัดงานซึ่งการจัดงานนี้จะเป็นการจัดงานแบบยิ่งใหญ่ในตอนกลางวันจะมีการจัดกิจกรรมทางการออกร้านการกระบวนดอกไม้มีการเชิญชวนประกาศตามสื่อต่างๆให้นักท่องเที่ยวที่อยู่ต่างจังหวัดเดินทางไปท่องเที่ยวและชื่นชมงานบุญบั้งไฟกันซึ่งกิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมที่ผู้คนจะนิยมไปชมความงามของบุญบั้งไฟกันในทุกๆปีและจะมีพากันไปเป็นจำนวนมากดูในช่วงหัวค่ำชาวบ้านจะพากันมาจับจองบริเวณริมแม่น้ำโขง

ซึ่งจะเป็นสถานที่ที่จัดงานบั้งไฟเนื่องจากงานบุญบั้งไฟคืองานที่ประชาชนจะไปชมความงามของลูกไฟที่โผล่ขึ้นมาจากน้ำคืนหนึ่งวิธีการเห็นไฟที่โผล่ขึ้นมาจากน้ำจำนวนหลายสิบลูกด้วยกันซึ่งหลายครั้งที่มีคนพยายามที่จะไปพิสูจน์ว่าดวงไฟเหล่านี้มาจากที่ไหนก็ไม่มีใครหาข้อสรุปได้โดยชาวบ้านเชื่อกันว่าเป็นการพ่นไฟออกมาจากปากพญานาคที่อยู่ใต้บาดาลซึ่งมีตำนานเกี่ยวกับบั้งไฟพญานาคเอาไว้ว่าทิศใต้เมืองบาดาลแม่น้ำโขงแห่งนี้เป็นที่สิงสถิตของพญานาคตนหนึ่งที่มีนิสัยดุร้ายชอบรังแกผู้อื่นอยู่มาวันหนึ่งพญานาคตัวนี้อยากจะบวชเป็นพระแต่ไม่สามารถบวชได้

เนื่องจากว่าไม่ใช่มนุษย์ซึ่งทำให้พญานาคตอนนี้โกรธมากที่ไม่สามารถบวชพระได้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงทราบเรื่องก็เดินทางมาพบกับพญานาควันนี้และได้สอนพระธรรมเทศนาจนพญานาคตอนนี้บรรลุในทางธรรมจึงขอปวารณาตนเป็นพุทธมามกะซึ่งมีเหตุการณ์อยู่ครั้งหนึ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ขึ้นไปยังสูงสวรรค์เพื่อไปเยี่ยมพระมารดาและอยู่บนสรวงสวรรค์เป็นระยะเวลาหนึ่งพรรษาจึงค่อยกลับลงมาที่โลกมนุษย์

แล้วหน้าพญานาคตอนนั้นทราบเรื่องว่าพระเจ้ากำลังจะเสด็จกลับลงมาในวันที่ 15 ค่ำเดือน 11 พญานาคตนนั้นจึงได้พ่นไฟขึ้นไปบนท้องฟ้าเพื่อเป็นการฉลองที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จกับและนี่เองคือตำนานความเชื่อเกี่ยวกับบุญบั้งไฟที่เกิดขึ้นเรามักจะเห็นทุกวันที่ 15 ค่ำเดือน 11 ของทุกปีมักจะมีลูกไฟเกิดขึ้นมาเป็นประจำโดยหาเป็นวันอื่นที่ไม่ใช่วันขึ้น 15 เดือน 11 นี้จะไม่มีลูกไฟโผล่ขึ้นมาให้เห็นเลยจึงทำให้ความเชื่อนี้อยู่กับคนไทยมาอย่างยาวนานหลายปีจวบจนมาถึงปัจจุบัน

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  ทดลองเล่น gclub