ตำนานสาวฟ้าใส   เซ่าฉิงเนียง ตำนานตุ๊กตาไล่ฝนของประเทศจีน 

              เกี่ยวกับเรื่องของ ตำนานสาวฟ้าใส ตำนานตุ๊กตาไล่ฝนนั้นไม่ได้มีเกิดขึ้นแค่เพียงเฉพาะประเทศญี่ปุ่นประเทศเดียวเท่านั้น  แต่ประเทศจีนเองก็มีตำนานของตุ๊กตาไล่ฝนเช่นเดียวกันซึ่ง  ทั้งประเทศญี่ปุ่นและประเทศจีนนั้นต่างก็มีตำนานเกี่ยวกับเรื่องของการมีเครื่องรางของขันในการป้องกันไม่ให้ฝนฟ้าตก หากจะต้องมีการประกอบพิธีกรรมที่สำคัญสำคัญก็มักจะมีเครื่องรางของขลังมาคอยขับไล่ไม่ให้ฝนตกหนักนั่นเอง

         อย่างไรก็ตามสำหรับ ตำนานสาวฟ้าใส ตำนานของ ตุ๊กตาไล่ฝนของประเทศจีนนั้นก็มีอายุเก่าแก่มานานไม่ต่างกับประเทศญี่ปุ่นเลยทีเดียวส่วนความน่ากลัวของตุ๊กตาและต้นกำเนิดของการเป็นตุ๊กตาไล่ฝนของประเทศจีนนั้นน่ากลัวน้อยกว่าประเทศญี่ปุ่นมากนักโดยว่ากันว่าตุ๊กตาไล่ฝนของประเทศจีนเกิดขึ้นจากหญิงสาวคนหนึ่งที่เธอชื่อว่า   เซ่าฉิงเนียงซึ่งในภาษาจีนชื่อของเธอนั้นแปลว่าหญิงสาวผู้ปัดกวาดเมฆฝน  

             โดยต้นเหตุของการเกิดเป็นตุ๊กตาไล่ฝนของประเทศจีนนั้นเกิดขึ้นในสมัยอดีตกาลซึ่งในสมัยนั้นว่ากันว่าฟ้าฝนเกิดขึ้นมาจากการที่พญามังกรได้เป็นผู้ดลบันดาลให้เกิดฝนตกนั่นเองซึ่งพญามังกรตอนนี้เป็นพญามังกรของทางทะเลตะวันออกมีอยู่ปี 1 พญามังกรได้มีการดลบันดาลให้ฝนเกิดตกหนักติดต่อกันหลายวันหลายคืน   ส่วนหญิงสาวที่ชื่อว่า เซ่าฉิงเนียง เธอเป็นหญิงสาวที่มีความงดงามทางด้านหน้าตาแล้วก็จิตใจ ในช่วงที่ฝนเกิดตกหนักหลายวันหลายคืนติดต่อกันนั้นหญิงสาวได้ยินเสียงมาจากโสมสวรรค์ระบุว่า  ฝนที่เกิดออกมานี้จะเป็นภัยพิบัติร้ายแรงจะส่งผลทำให้เกิดน้ำท่วมและมีคนตายเป็นจำนวนมาก

           และถ้าหากเธอต้องการที่จะให้ฝนหยุดตกและก็มีผู้คนที่จะต้องเสียสละและคนที่จะต้องเสียสละนั้นก็คือตัวหญิงสาวนั่นเองสำหรับวิธีการเสียสละตนเองนั้นจะเป็นการบวงสรวงพลีชีพของตนเองเพื่อเป็นการอ้อนวอนพ่อพญามังกรเพื่อไม่ให้ทำให้เกิดฝนตกหนักนั่นเอง  

 

ดังนั้นหญิงสาวจึงได้ทำการเสียสละชีวิตตนเองเพื่อเป็นการบวงสรวงไม่ให้พญามังกรทำให้เกิดฝนตกหนักหลังจากที่เธอเสียชีวิตแล้ววิญญาณของเธอก็ได้บอกกับผู้คนในหมู่บ้านของเธอว่าถ้าหากในอนาคตมีฝนตกหนักลงมาแบบนี้อีกก็ให้ชาวบ้านช่วยกันตัดกระดาษแล้วนำมาแขวนตรงบริเวณหลังคาบ้านโดยกระดาษที่ตัดนั้นให้ตัดเป็นรูปร่างให้เหมือนกับ เซ่าฉิงเนียง จะสามารถช่วยให้ท้องฟ้าปลอดโปร่งและฝนไม่ตกได้นั่นเอง

         และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาความเชื่อนี้ก็มีการทำต่อๆกันเรื่อยมาซึ่งความเชื่อนี้ภายหลังก็มีการผสมผสานกันระหว่างของประเทศญี่ปุ่นกับประเทศจีน กลายมาเป็นตำนานของสาวฟ้าใสตุ๊กตาไล่ฝนนั่นเอง

 

สนับสนุนโดย  sa casino ฟรี300

ตำนาน ราชินีเพลงลูกทุ่งไทย

ผู้หญิงที่ว่าทรงอิทธิพลมากที่สุดแห่งยุคอดีต ราชินีเพลงลูกทุ่งไทย  พุ่มพวง ดวงจันทร์ จากเด็กสาวบ้านนอกที่ได้ก้าวเข้าสู่วงการบันเทิงเพลงลูกทุ่งจนโด่งดังมีผลงานเพลงที่หลายคนรู้จักเธอผู้นี้ได้สร้างปรากฏการณ์ครั้งแรกในหลายเหตุการณ์และนับได้ว่าเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของเมืองไทย

ซึ่งจากนักร้องประกวดเวทีบ้านนอกสู่การเป็นราชินีเพลงลูกทุ่งไทย พุ่มพวง ดวงจันทร์ คือบทพิสูจน์ว่าอุปสรรค์ความยากจนไม่ใช่เงื่อนไขที่ทำให้เธอไม่ประสบความสำเร็จแต่หัวใจที่ไม่ยอมแพ้ด้วยความพยายามต่อสู่ฝ่าฟันสุดชีวิตอย่างเต็มกำลัง

โดยทำให้เธอได้ครองหัวใจของแฟนเพลงไปทั้งประเทศได้และไม่ใช่เพียงระยะเวลาประมาณ10ของการเป้นนักร้องดังคับฟ้าแต่หมายถึงตลอดกาล

นอกจากนี้หากย้อนอดีตในช่วงชีวิต ราชินีเพลงลูกทุ่งไทย  พุ่มพวง ดวงจันทร์ และความโด่งดังของเธอเส้นทางชีวิตของเธอและเธอยังเรียนไม่จชั้น ป.2เลยด้วยซ้ำแต่เธอนั้นสามารถที่จะทีบตัวเองขึ้นมาเป็นนักร้องลูกทุ่งหญิงคนแรกๆที่ก้าวเข้าสู่แนวหน้าของประเทศในตำแหน่งราชินีลูกทุ่งไทยได้บทเพลงของเธอได้พลิกโฉมหน้าเพลงไปอย่างสิ้นเชิงด้วยภาพลักษณ์ที่นำเสนอออกมาเป็นภาพของผู้หญิงที่มีความมั่นใจแล้วกล้าแสดงออก

เนื่องจากนี้ในชีวิตจริงยิ่งกว่านครของ ด.ญ.รำพึง จิตรหาญ เกิดเมื่อวันที่4สิงหาคมพุทธศักราช2504เกิดในครอบครัวไร่อ้อยที่ยากจนเป็นลูกคนที่5จากพี่น้องทั้งหมด12คนเธอได้ใช้ไร่อ้อยที่กว้างใหญ่ไพศาลของจังหวัดสุพรรณบุรีเป็นที่ซ้อมร้องเพลงวันแล้ววันเล่าแว่วเสียงเพลงดังไปทั่วหมู่บ้าน

เมื่อมีงานที่อำเภอหรืองานจังหวัดน้ำเสียงที่อ่อนหวานของเธอที่ซ้อมเอาไว้ก็สามารถขึ้นไปบนเวทีร้องเพลงเพื่อแลกเงินมาจุนเจือครอบครัวเธออยู่เสมอ ด.ญ.รำพึง จิตรหาญ ได้เรียนแค่ชั้น ป.2ยังอ่านหนังสือไม่ออกแต่อาศัยความจำที่เป็นเลิศของเธอจดจำเนื้อเพลงออกล่ารางวัลตั้งแต่8ขวบในชื่อน้ำผึ้ง ณ ไร่อ้อย

จนกระทั่งเธอนั้นอายุ14ปีได้เข้าร่วมวง ไวพจน์ เพชรสุพรรณ เริ่มจากหางเครื่องประจำวงจนได้จำไมค์เป็นนักร้องทำให้ น้ำผึ้ง ณ ไร่อ้อยได้แจ้งเกิดในวงการไร่อ้อยในปีพุทธศักราช2518ด้วยวัยเพียง14ปีในชื่อน้ำผึ้งเมืองสุพรรณบุรีกับบทเพลงแจ้งเกิดของเธอนั่นก็คือ “ บทเพลงแก้วรอพี่ “ 

เพราะฉะนั้นแล้วที่วัดดานแห่งนี้ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของความโด่งดังของอดีตเพลงลูกทุ่ง พุ่มพวง ดวงจันทร์ แต่นี่เป้นเพียงแค่ก้าวเล็กๆเท่านั้นของเส้นทางที่จะไปสู่บัลลังก์เสียงทองและอะไรที่มันได้ทำให้ชื่อของ พุ่มพวง ดวงจันทร์ ได้กลายมาเป็นตำนานที่มีความโด่งดังในฐานะของราชินีลูกทุ่งแล้วทำไมบทบเพลงของเธอถึงได้ฮิตติดหูทุกครั้งที่ได้ยิน

 

สนับสนุนโดย.  ทางเข้า sbobet ใหม่ล่าสุด

ตำนานสุสานโสเภณีร้างวัยรุ่นเจอดี

สำหรับเหตุการณ์นี้ที่ได้มีเด็กวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งที่ได้เอามาลบหลู่สถานที่แห่งนี้และปรากฏว่าได้เจอดีเอาให้และพวกเขาก็ได้คิดว่าจะเป็นผลมาจากที่เราได้เข้าไปลบหลู่สถานที่โสเภณีและเด็กวัยรุ่นกลุ่มนี้ก็ได้กลับไปขอขมาและกำลังจะจุดธูปขอขมาจุดด้วยไฟแช็คเท่าไหร่ก็ไม่ติดสักที

โดยในที่สุดได้มีเพื่อนคนหนึ่งเขาได้ทำการสวดมนต์และได้บอกว่าเราจะมาขอขมาและบอกว่าขอให้จุดไฟให้ติดทีเถอะหลังจากนั้นธูปก็ติดเลยอย่างน่าเหลือเชื่อและหลังจากที่ธูปติดแล้วเด็กวัยรุ่นกลุ่มนี้ก็ได้ทำการขอขมาเสร็จและก็ได้ทำการรวบรวมธูปกำลังจะปักลงไปที่ดินแล้วเขาก็เลยตตำหาพื้นที่นิ่มๆและถ้าดินแข็งยังไงก็ปักไม่ลงอยู่แล้ว

เมื่อเขาเจอดินที่เขาคิดว่ามันน่าจะปักได้แล้วหัวหน้าแก๊งที่เป็นคนปาระเบิดลูกแรกเขาก็ได้รวบรวมธูปเหล่านั้นกำลังจะปักลงไปที่ดินแต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือเขาไม่สามารถปักธูปลงดินได้คือตามข้อมูลตรงนี้เขาบอกไว้ว่าพื้นดินตรงนั้นมันเป็นพื้นดินที่นุ่มมากแต่เขาไม่สามารถที่จะปักลงไปได้ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงปักลงไปไม่ได้และก็หาสาเหตุไม่ได้เลย

นอกจากนี้เด็กวัยรุ่นปักธูปๆไม่ได้เราก็เลยตัดสสิ้นใจเอาธูปไปวางไว้ต้มไม้ที่มันสามารถวางตั้งได้แต่หลังจากที่เขาวางไปได้ไม่นานอยู่ดีๆธูปก็ล้มลงมาทั้งหมดเลยโดนที่ไม่มีลมพัดผ่านมาบริเวณนั้นแต่อย่างใดเลยตรงนี้บอกเลยว่าค่อนข้างที่จะน่ากลัวมากๆเลย

ซึ่งเหตุการณ์แบบนี้เราได้เคยเจอมากับตัวเองเหมือนกันหลังจากที่ธูปล้มลงมาพวกเขาก็ตัดสิ้นใจว่าจะออกจากสถานที่นั้นและคิดว่าเรื่องมันคงจะจบอยู่ดีๆทันใดนั้นเองก็ได้มีลุงที่เป็นคนเร่ร่อนมาจากไหนไม่รู้เดินผ่านเด็กวัยรุ่นกลุ่มนี้ไปพร้อมกับขำดังๆและพูดขึ้นมาดังๆว่าเป็นไงกันล่ะพวกมึงเจอดีเข้าให้แล้วเล่นที่ไหนไม่เล่นมาเล่นที่นี่แต่ก็ยังดีที่พวกมันคิดได้สุดท้ายเขาก็ไม่รับคำขอขมาของพวกมึงหรอก

เนื่องจากนี้หลังจากสิ้นสุดของเสียงคำพูดนั้นเด็กวัยรุ่นกลุ่มนี้ก็เลยตัดสิ้นใจรีบขึ้นรถและรีบบิดรถหนีชายเร่ร่อนคนนั้นไปโดยที่ชายเร่ร่อนคนนั้นยังไม่ทันพูดจบเลยและเหตุการณ์ตรงนนั้นเด็กวัยรุ่นเหล่านั้นก็คิดว่ามันคงจะจบลงด้วยดีคิดว่ามันไม่มีอะไรก็เลยตัดสิ้นใจว่าจะขับรถไปเที่ยวที่ชะอำต่อ

 

สนับสนุนโดย.    สล็อตฝากขั้นต่ำ 50

ลองของที่สุสานโสเภณีร้าง จ.กาญจนบุรี

ซึ่งเรื่องราวดังต่อไปนี้เป็นเรื่องจริงของผู้หญิงคนหนึ่งที่ได้พาเพื่อนๆของเธอเข้าไปยังสถานที่ร้างแห่งหนึ่งในจังหวัดกาญจนบุรีและสถานที่แห่งนั้นก็คือสุสานร้างโสเภณี

เมื่อเธอและเพื่อนๆได้เขาไปก็รู้สึกว่ามันไม่น่ากลัวอะไรแต่รู้สึกว่ามันเหมือนหลุดไปอยู่อีกโลกโลกหนึ่งที่นี้เงียบสงบและเย็นสบายพวกเธอก็ได้เดิมตามป้าไปเงียบๆจนถึงบริเวณทางเข้าด้านในตลอดทางได้ยินเสียงแค่เหยียบใบไม้แห้งกับเสียงของเพื่อนๆได้คุยกันดังสะท้อนอยู่ภายใน

นอกจากนี้เมื่อป้าได้เปิดประตูเข้าไปอีกชั้นหนึ่งเพื่อจะให้ดูเสาต้นใหญ่ที่อยู่บริเวณกลางห้องกระจกโดยห้องนี้ได้เป็นห้องให้หญิงบริการลงอยู่ในตู่กระจกเพื่อรอแขกมาเลือกภายในห้องห้องนี้มีของเส้นไหว้อยู่ตรงบริเวณต้นเสานั้นป้าแก่บอกกับพวกเธอว่าของที่นำเอามาเส้นไหว้สดใหม่ทุกวันเพราะป้าแก่เป็นคนเอาเข้ามาเปลี่ยนเองถ้าเกิดป้าไม่ทำพวกเขาก็ไม่มีใครมาทำให้หรอกก็ช่วยๆกันไป

เนื่องจากนี้ป้าแกก็ได้กวัดมือเรียกพวกเธอมาสิเดี๋ยวป้าจะพาดูรอบๆมาด้วยกันจะได้ไม่หลงในขณะที่ทุกคนเดินตามป้าไปมีรุ่นน้องคนหนึ่งที่ชื่อว่าตั้มที่มาด้วยกันก็เดินไปอีกทางหนึ่งของห้องกระจกเธอได้ยินเสียงของตั้มพูดว่าอะไรนะทางนี้หรอและหลังจากนั้นเธอก็ได้เห็นตั้มได้เดินแยกออกไปอีกทางหนึ่ง

ซึ่งในใจเธอก็คิดแล้วว่าตั้มพูดกับใครแต่ก็ไม่ได้เอะใจอะไรเดี๋ยวตั้มก็คงจะตามพวกเรามาแล้วป้าก็เรียกพวกเธอเข้าไปข้างในห้องข้างในก็เป็นห้องร้างๆแบ่งเป็นโซนๆแต่มันมีอยู่จุดหนึ่งเป็นเหมือนบ่อพักน้ำแล้วก็มีช่องอะไรสักอย่างขนาดใหญ่เพื่อนของเธอก็บอกป้าว่าป้าช่องนี้มันเป็นช่องอะไรป้าแกก็ตอบว่ามันเป็นช่องระบายน้ำธรรมดาไม่มีอะไรหรอกจังหวะนั้นเองเพื่อนของเธอก็หันไปเห็นน้องผู้ชายคนหนึ่งเดินอยู่ข้างหลังป้าไกลๆลักษณะคล้ายกับรุ่นน้องที่มาด้วยกัน

โดยเพื่อนของเธอก็ได้ทักออกไปว่าเห้ยมาถ่ายคลิปตรงนี้ดีกว่ามีบ่ออะไรก็ไม่รู้แต่แล้วเสียงของผู้ชายคนนั้นก็ดังออกมาจากข้างหลังว่าพี่ผมอยู่นี้แล้วก็หันไปมองข้างหลัง

ปรากฏว่าคนที่เธอเห็นนั้นไม่ใช่เพื่อนเขาและเพื่อนเขายืนอยู่ด้านหลังจริงๆพอหันกลับไปดูที่ป้าอีกครั้งหนึ่งด้านหลังของป้าไม่มีใครแล้วที่นี้พวกเธอก็เริ่มรู้สึกไม่ดีเพราะสิ่งที่พวกเธอเจอกันมันคืออะไรกันแน่

เมื่อพวกเธอเดินไปได้สักระยะหนึ่งเธอก็รู้สึกอึดอัดเริ่มหายใจไม่ออกราวกับว่าในห้องๆห้องนี้ไม่ได้มีเพียงแค่กลุ่มของเธอเหมือนกับว่ามีใครมาแย้งอากาศหายใจอยู่ในห้องแห่นี้เลย

 

ได้รับการสนับสนุนโดย.    บาคาร่าฟรีโบนัส

ตำนาน สวิตดี้ทรอส ฆาตกรฆ่าคนมาทำพาย

              ในสมัย ค.ศ. 1756  ซึ่งตรงกับในช่วงของกษัตริย์จอร์จที่ 2 ประเทศอังกฤษ  โดยในช่วงนั้นได้มีเด็กทารกคนหนึ่งถือกำเนิดขึ้นมาซึ่งเขามีชื่อว่าสวีตดี้ทรอส   เขาเกิดขึ้นมาอยู่ในเขตสลัม พ่อเป็นคนทอผ้าไหม และแม่เป็นคนปั่นด้าย โดยที่ครอบครัวมีฐานะยากจนพ่อเป็นคนชอบกินเหล้าเมื่อเมาก็จะมีการอนุมัติทุบตีหนูน้อยอยู่บ่อยครั้ง  ว่ากันว่านอกจากการถูกทุบตีจากพ่อของเขาแล้ว เขาอาจจะถูกพ่อของเขากระทำชำเรา โดยที่แม่ของเขารู้แต่ไม่ได้สนใจที่จะช่วยเหลือเขาอีกด้วย 

         และอยู่มาวันหนึ่ง พ่อแม่ของ สวิตดี้ทรอส  ก็หายออกไปจากบ้านเฉยๆโดยที่ไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาหายไปไหนแต่ที่สร้างความเจริญให้กับชาวบ้านนั่นก็คือเด็กชายสวิตดี้ทรอส ไม่ได้รู้สึกเสียใจต่อการหายไปของพ่อแม่ของเขาเลยเขายังคงใช้ชีวิตของเขาได้ตามปกติ  ซึ่งในขณะนั้นเขามีอายุ 14 ปี และด้วยที่เค้ายังอายุน้อยเมื่อไม่มีพ่อแม่คอยหาเงินมาเลี้ยงเขาจึงต้องหาเงินเพื่อหาเลี้ยงชีพด้วยตนเองซึ่งวิธีการของเขาก็คือเที่ยวรักและขโมยน้อยจนในที่สุดเขาก็ถูกตำรวจของอังกฤษจับกุม 

     และในปี ค.ศ. 1770  สวิตดี้ทรอส ก็ถูกศาลตัดสินให้ถูกจำคุกทั้งหมด 5 ปีด้วยกันในข้อหาลักทรัพย์ และเมื่อ สวิตดี้ทรอส  เข้าไปอยู่ในคุกก็ไปเจอกับนักโทษที่อยู่ในคุกอยู่แล้วซึ่งมีผู้ชายคนหนึ่งเขาติดคุกมานานถึง 10 ปีรู้สึกถูกชะตากับ สวิตดี้ทรอส เขาจึงได้ถ่ายทอดวิชาการตัดผมให้กับสวิตดี้ทรอส เพื่อที่เวลาออกจากคุกสวิตดี้ทรอส จะได้มีอาชีพหาเลี้ยงตนเองนอกจากนั้นยังถ่ายทอดวิชาการขโมยอย่างไรให้เนียนไม่ให้ถูกจับได้  

     และพอถึงปี ค.ศ. 1775  เขาก็ได้ออกจากคุก ซึ่งเขาได้มีการเปิดร้านตัดผมอยู่บนถนนฟรีต ซึ่งจะซึ่งอยู่อยู่ใกล้กับโบสถ์ ของนักบุญคนหนึ่งที่ชื่อว่า ดันสตั้น ในเมืองลอนดอน หลังจากที่ สวิตดี้ทรอส ได้มาเปิดร้านตัดผมชีวิตของเขาก็เข้าสู่สภาวะปกติและในที่สุดเขาก็พบรักกับหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งเปิดร้านขายเบเกอรี่อยู่ใกล้ๆกัน 

     อยู่มาวันหนึ่งมีลูกค้ามาตัดผมที่ร้านของเขาแล้วเกิดมีปากเสียงกันสุดท้ายเขาได้ลงมือฆ่าลูกค้าคนดังกล่าวและเมื่อข้าแล้วไม่รู้ว่าจะเอาศพไปทิ้งไว้ที่ไหนเขาจึงได้ปรึกษาคนรักของเขาจนในที่สุดทั้งคู่ก็ตัดสินใจที่จะอำพรางศพด้วยการนำเนื้อของคนตายมาทำเป็นขนมพายโดยนำมาวางขายภายในร้านของแฟนสาว  ซึ่งเมื่อมีชาวเมืองพากันมาซื้อกินก็ได้รับกระแสตอบรับดีอย่างมากเพราะภายเนื้อมนุษย์นั้นรสชาติอร่อยมากจนชาวเมืองต่างก็พากันเรียกร้องให้ร้านของแฟนของสวิตดี้ทรอส  ทำพายเนื้อออกมาขายอีก

          ซึ่งเมื่อกิจการขายดี สวิตดี้ทรอส และแฟนสาว ก็ตัดสินใจฆ่าเหยีื่อจากการที่มีคนขาจร เดินทางมาตัดผมที่ร้าน ซึ่งว่ากันว่า เขาฆ่าคนไปทั้งหมดเกือบ 200 ศพ และบริเวณห้องใต้ของสวิตดี้ทรอส  ได้ถูกสร้างเชื่อมต่อไปยังโบสถ์ที่อยู่ใกล้ๆ ซากโครงกระดูกของเหยื่อจะถูกฝังเอาไว้ที่ใต้โบสถ์แห่งนี้  และในที่สุดความลัลไม่มีในโลก เพราะในที่สุดเจ้าหน้าที่ตำรวจก็สามารถจับกุมเขาได้ โดยแฟนสาวของเขากินยาฆ่าตัวตายในห้องขัง ในขณะที่ตัวเขาถูกฆ่าแขวนคอ เมื่อเดือนมกราคม ปี ค.ศ 1802

 

สนับสนุนโดย    บาคาร่า sa

ตำนานผีเปรตวัดสุทัศน์ 

           หากมีการพูดถึงเกี่ยวกับเรื่องของผีแล้วเชื่อว่าหลายคนคงจินตนาการกันออกมาว่า  ลักษณะของผีเปรตนั้นจะต้องมีความสูงโดยคนในสมัยโบราณบอกว่าผีเปรตนั้นมีความสูงเท่ากับต้นตาลเลยทีเดียวซึ่งถ้าเทียบในปัจจุบันนี้ก็เที่ยวกับความสูงของตึกประมาณ 2-3 ชั้นและลักษณะของผีเปรตนั้นก็จะต้องมีปากแหลมแขนขายาวเก้งก้างมีหนังหุ้มกระดูกมีความสูงมากอีกทั้งยังชอบร้องโหยหวนเป็นเสียงแหลมปรี๊ดไม่สามารถที่จะกินอาหารได้หรือบางตัวอาจจะมีลิ้นห้อยยาวออกมา 

        และสำหรับคนที่ตายไปแล้วจะได้เป็นผีเปรตนั้นก็จะต้องมีการทำบาปกรรมหนักมากไม่ว่าจะเป็นการที่ตอนมีชีวิตอยู่นั้นตบตีพ่อแม่หรือดุด่าพ่อแม่หรือลักทรัพย์ลักขโมยต่างๆรวมถึงขโมยข้าวของภายในวัดขโมยเงินวัดตัดเศียรพระพุทธรูปเป็นต้น 

         อย่างไรก็ตามในสมัยโบราณนั้นมีการเชื่อกันว่าตรงบริเวณวัดสุทัศน์แห่งนี้มีเปรตออกมาอาละวาดหลอกหลอนผู้คนในยามค่ำคืนโดยผีเปรตจะมีด้วยกัน 2 ตัวแต่ในปัจจุบันนี้ไม่มีใครเคยเห็นผีเปรต 2 ตนนั้นแล้ว

         อย่างไรก็ตามในความเป็นจริงแล้วอาจจะเป็นไปได้ว่าเปรต2 ตัวที่ชาวบ้านได้เห็นนั้นอาจจะเป็นเงาของเสาชิงช้าที่มีความสูงตั้งตระหง่านอยู่ก็เป็นไปได้ เพราะขาของเสาชิงช้านั้นจะมีอยู่ 2 ขาด้วยกันและเป็นขาที่สูงมากๆนั่นเองแต่บางคนก็มีความเชื่อกันว่าคำว่าเปรตวัดสุทัศน์นั้นน่าจะมาจากการที่มีพวกที่เป็นมาศาสนาเป็นพวกมิจฉาชีพมักจะมาหลอกลวงคนที่มาทำบุญที่วัดสุทัศน์ดังนั้นชาวบ้านจึงเรียกบุคคลเหล่านี้ว่าพวกผีเปรตนั่นเอง

       แต่ไม่ว่าอย่างไรก็แล้วแต่ความเชื่อเรื่องของผีเปรตวัดสุทัศน์นั้นยังคงมีการเล่าขานปู่ย่าตายายมาจนถึงลูกหลานเพื่อเป็นการสั่งสอนอบรมลูกหลานนั้นให้เกิดความหวาดกลัวไม่ทำร้ายร่างกายทุกทีพ่อแม่ปู่ย่าตายายไม่ดุด่าพ่อแม่ปู่ย่าตายายเพราะถ้าหากตายไปพวกเขาเหล่านั้นก็จะกลายไปเป็นเปรตซึ่งเราไม่รู้ว่าแต่ที่จริงแล้วเรื่องของเปรตนั้นมีจริงอยู่หรือไม่  แต่การที่ใช้ผีเปรตมาข่มขู่บุตรหลานเพื่อป้องกันลูกหลานทำเร็วนั้นก็สามารถกระทำได้เช่นเดียวกัน

       และหากใครที่เดินทางไปเที่ยวที่วัดสุทัศน์จะเห็นว่าผนังโบสถ์ของวัดสุทัศน์นั้นจะมีการวาดภาพผีเปรตตนหนึ่งอยู่ในผนังด้วยโดยจะมีลูกของพระภิกษุสงฆ์จำนวนมากคอยสวดมนต์ให้กับผีเปรตตนนั้นซึ่งว่ากันว่านี่คือคำสั่งสอนทางพระพุทธศาสนาที่ต้องการให้คนหมั่นทำความดีละเว้นความชั่วเมื่อตายไปจะได้ไม่ตกนรกไปเป็นผีเปรตนั่นเอง

 

สนับสนุนโดย  Sexy Gaming

ตำนานมากุระ งาเอชิ ตำนานปีศาจกลับหมอน

            คุณเคยเป็นหรือไม่ว่าเมื่อเวลานอนหลับไปตื่นเช้าขึ้นมาแทนที่คุณจะเจอกับเช้าที่สดใสแต่เช้านั้นของคุณกับเป็นเช้าที่มืดมนและวันนั้นตลอดทั้งวันคุณมักจะเจอแต่เรื่องแย่ๆอยู่แทบตลอดทั้งวันเลยก็ว่าได้  ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแบบนี้คนญี่ปุ่นเราว่ามันมีปีศาจร้ายตัวหนึ่งมาทำการกลั่นแกล้งคนที่กำลังนอนหลับจากการที่ตื่นขึ้นมาแล้วจะเจอกับเรื่องราวดีๆกับต้องเจอแต่กับเรื่องราวที่เป็นแต่โชคร้ายตลอดทั้งวัน

          โดยตำนานที่กำลังจะพูดถึงในครั้งนี้ชื่อว่าตำนาน   มากุระ งาเอชิหรือที่เรียกกันอีกอย่างหนึ่งว่า   ตำนานปีศาจกลับหมอน  โดยตำนานนี้เป็นตำนานเก่าแก่ที่คนตั้งแต่ในสมัยโบราณมักบอกเล่าเรื่องราวให้ลูกหลานได้ฟังเกี่ยวกับเวลานอนหลับว่าให้ระวังให้ดีจะมีปีศาจที่นิสัยไม่ดีแจ้ง  โดยปีศาจตนนี้จะอาศัยช่วงที่คนกำลังนอนหลับพักผ่อนเข้ามาแกล้งเพื่อให้คนที่มันแกล้งนั้นได้เจอกับเรื่องโหดร้ายโชคร้ายหรือมีความผิดหวังผมตื่น   

            สำหรับตำนาน มากุระ งาเอชิ  ว่ากันว่ามีปีศาจตนหนึ่งที่ชื่อว่า   มากุระ งาเอชิ   มันเป็นปีศาจที่นิสัยไม่ดีไม่ชอบทำงานทำการแต่มักจะออกมากันแกล้งผู้คนในเวลายามค่ำคืน  ซึ่งถ้าเกิดว่าไปแกล้งใครแล้วเราก็สิ่งที่มันแกล้งก็คือมันจะไปทำการกลับหมอนของคนคนนั้น และถ้าหากคนคนนั้นนอนหนุนหมอนที่มันกลับตื่นเช้ามาคุณก็จะเจอกับเรื่องโชคร้ายตลอดทั้งวันเลยทีเดียว 

        ว่ากันว่าปีศาจตนนี้สามารถทำให้คนที่นอนหนุนหมอนที่มันกลับนั้นไปอยู่ในโลกของฝั่งตรงข้ามซึ่งไม่ใช่ในโลกของความเป็นจริง โดยว่ากันว่าหากในความเป็นจริงแล้วตื่นขึ้นมาเราจะใช้ชีวิตได้ตามปกติ  บางวันอาจจะเจอเรื่องราวที่เป็นสิ่งที่โชคดีแต่ถ้าเกิดว่าปีศาจ มากุระ งาเอชิ   ได้เข้ามากับหมอนให้คุณในช่วงเวลายามค่ำคืนแล้วเราก็ตื่นเช้ามาคุณก็จะเจอกับสิ่งที่ตรงข้าม แทนที่คุณจะโชคดีคุณก็จะเจอแต่สิ่งที่เป็นสิ่งเลวร้าย  โดยวันนั้นทั้งวันคุณจะเดือดร้อน   เรียกได้ว่าเป็นฝันร้ายของคนที่ถูกปีศาจตัวนี้กลั่นแกล้งไปทีเดียว

               ว่ากันว่าปีศาจตัวนี้เป็นปีศาจที่ชอบเห็นคนอื่นไม่มีความสุขและอยากเห็นคนอื่นนั้นได้รับความเดือดร้อน  แต่อย่างไรก็ตามมีเรื่องเล่ากันด้วยว่าถ้าหากผู้ที่นอนหมอนที่ปีศาจตนนี้กลับแล้วสามารถตื่นขึ้นมาได้คุณก็จะพบกับความเป็นจริงแต่ถ้าไม่สามารถเดินออกมาจากฝันร้ายนั้นได้ บางคนก็อาจจะตกอยู่ในวังวนของสิ่งชั่วร้ายนั้นจนเกิดหลุดเข้าไปสู่โลกแห่งความตายเลยก็มี

         ดังนั้นอาจจะพูดได้ว่าในปัจจุบันนั้นหากใครที่นอนไปแล้วตื่นขึ้นมาพบกับความเครียดมากๆอาจจะทำให้กลายเป็นโรคซึมเศร้าและนำไปสู่การฆ่าตัวตายได้นั่นเอง

 

สนับสนุนโดย  SA gaming สมัคร

ตำนานแม่นาคพระโขนง

 สำหรับเรื่องราวของแม่นาคพระโขนงนั้นเชื่อว่าหลายคนคงรู้จักกันเป็นอย่างดีซึ่งเรื่องราวของแม่นาคนั้นเป็นเรื่องราวความรักที่หญิงสาวคนหนึ่งที่มีความซื่อตรงต่อชายคนรักของตนเองโดยตำนานนั้นล่ะว่าหญิงสาวคนดังกล่าวนั้นมีชื่อว่านาคเธอได้แต่งงานกับชายคนรักของเธอที่ชื่อว่ามากซึ่งหลังจากแต่งงานด้วยกันไม่นานหญิงสาวก็ตั้งครรภ์ส่วนชายคนรักของเธอนั้นถูกทางการเรียกให้ไปเกณฑ์

ทหารหลังจากที่ฝ่ายชายไปเป็นทหารหญิงสาวก็เฝ้ารอสามีของตนเองอยู่ที่ท่าน้ำหน้าบ้านทุกวันจนในวันหนึ่งนางนาคนั้นปวดท้องจะคลอดลูกแต่เนื่องจากเด็กไม่ยอมกลับหัวจึงทำให้เธอนั้นคลอดลูกแล้วเสียชีวิตเนื่องจากว่าเสียเลือดมากเพราะในสมัยโบราณนั้นยังไม่มีโรงพยาบาลและยังไม่รู้ถึงวิธีการผ่าคลอดหลังจากที่นางนาคเสียชีวิตจากการคลอดลูกชาวบ้านก็พากันนำศพของนางนากไปฝังไว้หลังบ้านของนางนากเอง

แต่นับตั้งแต่นางนาคเสียชีวิตลงชาวบ้านก็พากันหวาดกลัวเมื่อตกเวลากลางคืนทุกคนมักจะได้ยินเสียงร้องของนางนาคเรียกชื่อพี่มากและบางคนหากมีการพายเรือมาในช่วงพลบค่ำผ่านหน้าบ้านของนางนาคก็มักจะเห็นวิญญาณของนางนาคยืนอุ้มลูกยืนเฝ้ารอคอยสามีกลับมาบ้านหลังจากที่หมดช่วงของการเกณทหารก็หน้าก็เดินทางกลับมาที่บ้านและมาเจอกับวิญญาณของนางหน้า

ซึ่งพี่มากนั้นไม่รู้ว่านางนากนั้นเสียชีวิตแล้วจนชาวบ้านได้พากันมาเล่าให้พี่มากฟังว่านางหน้าเสียชีวิตจากการคลอดลูกในตอนแรกนั้นเขาไม่เชื่อจนชาวบ้านบอกให้สังเกตซึ่งพี่มากสังเกตด้วยการที่มีอยู่วันหนึ่งระหว่างที่เขากำลังอาบน้ำอยู่นั้นปรากฏว่านางนาคที่กำลังทำกับข้าวด้วยการตำน้ำพริกอยู่บนบ้านทำมะนาวร่วงลงมา

ซึ่งพี่มากเห็นกำลังจะไปหยิบให้แต่นางนากไม่รู้ว่าพี่มากอยู่ตรงนั้นจึงได้ยื่นแขนลงมาหยิบมะนาวทางที่ตนเองนั้นอยู่บนบ้านทำให้พี่มากเห็นว่านางนากนั้นเป็นผีจริงๆหลังจากนั้นพี่มากจึงได้วางแผนที่จะหนีจากหนังหน้าด้วยการบอกนางนากว่าจะลงมาเข้าห้องน้ำหลังจากนั้นก็แอบปล่อยน้ำให้น้ำไหลทำเหมือนว่าตนเองกำลังยืนฉี่แต่แท้ที่จริงแล้วพี่มากได้หลบหนีไปที่วัดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

เมื่อนางนากรู้ว่าพี่มาหลบหนีจึงได้ออกตามหาและนางนาคทำไมได้ไปตามที่มากที่วัดมหาบุศย์แต่พี่มากไม่ยอมกลับนางนาคจึงออกอาละวาดนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจนมีหลวงปู่ท่านหนึ่งช่วยมาปราบผีแม่นาคให้และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาชาวบ้านพระโขนงจึงอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุขซึ่งปัจจุบันนี้ที่วัดพระขโนงจะมีศาลของย่านาคพระโขนงที่ชาวบ้านต่างพากันเคารพนับถือและมากราบไหว้ขอพรกันอยู่เป็นประจำ

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  ufabet

ตำนานกล่องข้าวน้อยฆ่าแม่

สำหรับตำนานกล่องข้าวน้อยฆ่าแม่นั้นเป็นการบอกเล่าถึงตำนานของพระธาตุถาดทองหรือที่เราเรียกกันว่าธาตุก่องข้าวน้อยและบางคนก็ออกมีการออกเสียงเพี้ยนไปเป็นพระธาตุตาดทองก็มีซึ่งปัจจุบันนี้พระธาตุถาดทองนั้นอยู่ที่จังหวัดยโสธรโดยอยู่ในเขตอำเภอเมืองอยู่กลางทุ่งนาซึ่งเป็นทุ่งนาของบ้านตาดทองนั่นเองสำหรับประวัติความเป็นมาถึงการสร้างพระธาตุแห่งนี้ได้มีการเล่าจากชาวบ้านในสมัยก่อน

ว่าแต่เดิมที่บริเวณนี้เป็นเพียงแค่ทุ่งนาเท่านั้นซึ่งเรื่องราวในสมัยนั้นเกิดขึ้นเมื่อมีครอบครัวหนึ่งเป็นแม่ที่แก่ชราอยู่กับลูกชายโดยทั้งคู่นั้นมีอาชีพทำนาในทุกๆเช้าลูกชายนั้นจะออกมาทำไร่ไถนาตั้งแต่ช่วงเวลา ตีสี่หรือตีห้า ส่วนตัวแม่นั้นแก่ชราแล้วแต่ก็ตื่นมาพร้อมรูปเพื่อเตรียมหุงหาอาหารแล้วจะนำอาหารที่มีการปรุงเสร็จเรียบร้อยแล้ว

ไปส่งลูกที่นาซึ่งครอบครัวนี้ก็ทำเป็นแบบนี้เป็นประจำทุกวัน อยู่มาวันหนึ่งขณะที่ลูกชายกำลังไถนาในช่วงเช้าเพื่อรอแม่นำอาหารไปส่งอยู่นั้นด้านแม่ที่อยู่บ้านด้วยความแก่ชรามากแล้วจึงได้เป็นลมกว่าจะตื่นขึ้นมาทำกับข้าวให้ลูกแล้วนำไปส่งให้ลูกชายที่นานั้นก็สายมากแล้วทั้งด้านลูกชายนั้นเห็นว่าเลยเวลาที่แม่มาส่งข้าวแล้ว

แต่แม่ก็ยังไม่มาสักทีจึงได้ชะเง้อชะแง้คอมอง และยิ่งเวลาผ่านไป ยิ่ง สายลูกชายก็เริ่มหิวข้าวเริ่มอารมณ์ไม่ดีและหงุดหงิดเมื่อแม่เดินทางมาถึงลูกชายก็ต่อว่าแม่เป็นการใหญ่ว่าแม่นำเข้ามาส่งช้าและเขาหิวมากเมื่อแม่นำอาหารมาวางให้เขาดูเขาเห็นว่ากล่องข้าวนั้นมีแค่นิดเดียวทำให้เขานั้นยิ่งโมโหและหงุดหงิดมากขึ้นไปอีกด้วยความโมโหเขาจึงได้ใช้ไม้ที่สำหรับเอาไว้บังคับวัวไถนากระหน่ำตีไปที่แม่ของเขาอยู่หลายครั้งจนในที่สุดแม่ของเขาก็แน่นิ่งไปส่วนตัวเขานั้น

หลังจากที่เห็นว่าแม่หน้านิ่งไปแล้วจึงกลับมานั่งกินข้าวแต่เมื่อกินแล้วจึงรู้ว่าข้าวที่เห็นว่ามีแค่เพียงน้อยนิดเท่านั้นเมื่อเขากินเข้าไปเขาก็กินไม่หมดต่อให้เขาพยายามนั่งกินแค่ไหนข้าวที่แม่เตรียมมาให้นั้นก็ยังเหลืออยู่ดีเมื่อกินอิ่มเขาเพิ่งเริ่มรู้สึกผิดว่าเขาทำร้ายแม่มากเกินไปจึงได้ไปจับตัวแม่ดูก็รู้ว่าแม่นะตายแล้ว

ด้วยความเสียใจเขาจึงได้สร้างอนุสรณ์เอาไว้เป็นพระธาตุขึ้นมาซึ่งนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาก็เรียกว่าพระธาตุก่องข้าวน้อยและนี่คือตำนานที่มีการพูดถึงพระธาตุอ่างทองนั่นเองอย่างไรก็ตามตามประวัติแล้วตรงบริเวณที่มีการก่อสร้างพระธาตุก่องข้าวน้อยนั้นได้มีนักโบราณคดีขุดพบว่ามีศพอยู่ตรงบริเวณดังกล่าวที่สำคัญยังมีข้าวของเครื่องใช้ที่เป็นพวกจานชามถูกฝังเอาไว้อีกด้วย

ซึ่งบริเวณทุ่งที่มีการสร้างพระธาตุก่องข้าวน้อยและบริเวณที่มีการพบศพและจานชามนั้นคือบริเวณทุ่งกุลาร้องไห้ในปัจจุบันนั้นนั่นเอง

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  เซ็กซี่ บาคาร่า ทดลอง

ลิฟท์แดงในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

          เรื่องราวที่จะเล่าต่อไปนี้เป็นเรื่องเล่าที่ต่อเนื่องมาจากเหตุการณ์กลุ่มนักศึกษาของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ก่อเหตุประท้วงรัฐบาลเกี่ยวกับเรื่องของการปกครองที่ไม่เป็นธรรมของนายกรัฐมนตรีในยุคนั้นๆซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนั้นเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 ตุลาคมปีพศ 2516 ซึ่งนักศึกษาได้มีการชุมนุมประท้วงเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีนั้นออกจากตำแหน่งแต่อย่างไรก็ตามทางด้านนายกรัฐมนตรี

ซึ่งในขณะนั้นปกครองโดยจอมพลถนอมกิตติขจรได้มีการส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารออกมาสลายการชุมนุมของกลุ่มนักศึกษาโดยเจ้าหน้าที่ได้มีการใช้อาวุธปืนในการออกมาสลายการชุมนุมซึ่งคุณนักศึกษาต่างก็พากันหลบหนีก็แตกกระจายเป็นจำนวนมากและมีบางคนบางกลุ่มหนีเข้าไปในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์โดยมีนักศึกษากลุ่มหนึ่งได้หนีเข้าไปในลิฟท์ซึ่งว่ากันว่าหลังจากที่นักศึกษาหลบซ่อนตัวอยู่ในลิฟท์ได้มีทหารกลุ่มหนึ่งได้มาที่บริเวณดังกล่าวและพยายามเปิดประตูรีบออกหลังจากนั้น

ก็ได้ใช้อาวุธปืนกระหน่ำยิงเข้าไปภายในลิฟท์ทำให้มีนักศึกษาที่หลบซ่อนอยู่ภายในลิฟท์เป็นจำนวนมากต้องเสียชีวิตภายในลิฟท์เลือดของกลุ่มนักศึกษาเหล่านั้นไหลนองเต็มพื้นเลยทีเดียวและหลังจากที่เหตุการณ์ประท้วงสิ้นสุดลงเจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่มีหน้าที่ในการทำความสะอาดก็เข้ามาทำความสะอาดลิฟท์ตัวดังกล่าวแต่ปรากฏว่าไม่ว่าจะใช้น้ำล้างไปซักกี่ครั้งก็ตามแต่รุ่งเช้ามาก็จะยังคงมีสีแดงภายในลิฟท์อยู่เต็มไปหมดจึงทำให้ตัวดังกล่าวนั้น

ถูกขนานนามว่าเป็นลิปแดงและนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาก็ไม่มีใครกล้าที่จะใช้ตัวนั้นอีกเลยเนื่องจากว่ามีหลายคนที่ประสบพบเจอกับวิญญาณของเหล่านักศึกษาที่เสียชีวิตภายในลิฟท์หรือหากใครบางคนเดินผ่านที่ตัวดังกล่าวในช่วงเวลากลางคืนก็มักจะได้ยินเสียงร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดทำให้ประวัติเรื่องลิฟท์แดงของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้น

เป็นที่โจษจันกันเป็นจำนวนมากแต่อย่างไรก็ตามปัจจุบันนี้ได้ดังกล่าวได้ถูกถอดออกไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วซึ่งทางมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้มีการเปลี่ยนลิฟต์ใหม่และนับตั้งแต่นำลิฟท์ตัวนั้นออกไปก็ไม่เคยมีใครที่จะพบเห็นเหล่าวิญญาณของนักศึกษาที่เสียชีวิตในลิฟต์อีกเลย

  สำหรับตำนานเรื่องเล่าลิปแดงของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้นปัจจุบันนักศึกษารุ่นพี่ก็ยังคงเล่าเรื่องราวเหล่านี้ให้กับรุ่นน้องได้ฟังซึ่งการเล่านั้นเหตุการณ์ในลิฟท์แดงนั้นไม่ได้ต้องการเล่าเพื่อให้ลูกน้องเกิดความกลัวแต่อย่างใดแต่เป็นการเล่าจากรุ่นพี่สู่รุ่นน้องเพื่อให้รุ่นน้องได้รับรู้ถึงความเสียสละของรุ่นพี่ในรุ่นก่อนๆว่าพวกเขาต้องเอาชีวิตตัวเองเข้าแลกกว่าที่จะได้มาซึ่งอิสรภาพของระบบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง และทุกวันนี้นักศึกษาทุคนของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็ยังคงมีการระลึกถึงเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดตำนานลิฟแดงกันจนมาถึงทุกวันนี้

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  ทางเข้า ufabet ภาษาไทย