สัตว์ในตำนาน ในอาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์

         สัตว์ในตำนาน เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินเกี่ยวกับสัตว์ในตำนานกันมาบ้างซึ่งในประเทศไทยนั้นมีตำนานมากมายหลายตำนานโดยในบทความนี้เราจะมีการพูดถึงสัตว์ในตำนานที่อยู่ในป่าหิมพานต์ว่ามีอะไรบ้างและมีที่มาที่ไปอย่างไร

กินรี

   กินรีนั้นเป็นสัตว์ในป่าหิมพานต์ซึ่งใช้เรียกตัวเมียแต่ถ้าเป็นตัวผู้จะเรียกว่ากินนอนมีร่างกายท่อนบนเป็นมนุษย์อันล่างเป็นนกมีปีกบินได้ตามตำนานเล่าว่าอาศัยอยู่ที่เชิงเขาไกรลาสในป่าหิมพานต์ในเทวประวัติของพระพุทธกล่าวไว้ว่าเมื่อเช้าอินทราชประพาสป่าแล้วหลงเข้าไปในเขตหวงห้ามของพระศิวะนั้นท้าวอิลราช

และบริวารถูกสาปให้แปลงเพศเป็นหญิงทั้งหมดต่อมานางอิลาคือท้าวอิลราชถูกสาปและบริวารที่มาเล่นน้ำอยู่ใกล้อาศรมของพระพุทธ เมื่อพระพุทธเห็นนางเข้าก็ชอบรับนางเป็นชายาและเสกให้บริวารของนางกลายเป็นกินรีโดยบอกว่าจะหาพละหาญให้กินและจะหากินบุรุษให้เป็นสามีแสดงว่ากินบุรุษหรือกินนอนและกินรีมีต้นกำเนิดมาจากการเสกของพระพุทธ 

มักรีผล

 มักกะลีผลนารีผลไม่ใช่สัตว์โดยตรงแต่ก็เป็นสิ่งมีชีวิตตามความเชื่อเนื่องจากป่าหิมพานต์ด้วยเป็นพืชที่ออกลูกเป็นหญิงสาวสวยงามในวรรณคดีบอกไว้ว่ามักกะลีผลอ่อนจะเหมือนคนนั่งคุกเข่าอยู่เมื่อโตขึ้นขาจะเหยียดออกเหมือนคนยืนตัวตรงจึงจะมีลักษณะเหมือนหญิงสาวที่มีอายุระหว่าง 16 ปีแต่ที่หัวใจยังมีขั้วติดอยู่นิ้วมือทั้ง 5 ยาวเท่ากันผมยาวสีทอง

ตากลมโตคอเป็นปล้องไม่มีโครงกระดูกส่งเสียงได้เหมือนมนุษย์จริงๆแล้วจะอยู่ได้แค่ 7 วันก็จะเน่าเปื่อยไปแม้จะมีอายุที่สั้นแต่ก็เป็นที่ต้องการอย่างมากของบรรดาฤาษีกินนอนวิทยาธรคนธรรพ์จึงจะมารอยัลคิงส์กันเด็กไปเป็นภรรยาบางหว้าทำร้ายกันถึงตายก็มีเรียกว่ามักกะลีผลทำเอาตบะแตกกันไปเลยทีเดียว 

 ปักษาวายุภักษ์

ปักษาวายุภักษ์หรือนกการะเวกเป็นนกในเทพปกรณัมของตะวันออกปรากฏในป่าหิมพานต์เช่นกันโดยในวรรณคดีเรื่องไตรภูมิพระร่วงจะเรียกว่านกกรวิกบินได้สูงเหนือเมฆและมีเสียงไพเราะยิ่งนักสัตว์ทุกชนิดไม่ได้ยินแล้วจะต้องหยุดฟังส่วนขนนกการะเวกนั้นก็เป็นที่ต้องการเพราะกลายเป็นทองคำได้โดยปักษาวายุภักษ์หรือนกการะเวกจะกินน้ำมะม่วงสุก

เป็นอาหารแต่เพราะนกชนิดนี้หายากและทำให้เข้าใจกันว่านกการะเวกอยู่แต่บนท้องฟ้าและกินลมเป็นอาหารนอกจากนี้ยังปรากฏมีมาในพระบาลีว่าเสียงของพระพุทธเจ้านั้นเหมือนเสียงพรหมแจ่มใสชัดเจนอ่อนหวานสำเนียงเสนาะไม่แตกลึกซึ้งมีกังวานไพเราะและเหมือนเสียงนกการะเวก

 

สนับสนุนโดย.  ufabet เว็บหลัก

สุดยอดตำนานคำสาปแช่งของโลก ที่มีการบอกเล่ากันมาถึงตอนนี้

ตำนานเกิดเรื่องราวที่ถูกกล่าวขานต่อกันมาตั้งแต่ยุคสมัยก่อน บางเรื่องพิสูจน์ได้และก็บางเรื่องก็ยังคงทิ้งปัญหาไว้ ซึ่งก็คือสุดยอดตำนานคำแช่งของโลก ที่มีการบอกเล่ามาถึงตอนนี้ ที่ผู้คนจำนวนมากยังมั่นใจว่ามีสิ่งลึกลับ รวมทั้งเป็นคำสาปแช่งที่กระตุ้นให้เกิดเรื่องราวต่างๆขึ้น

  1. เพชรโฮป (Hope Diamond)

เป็นเพชรที่มีสีนํ้าเงินขนาดใหญ่ที่สุดในโลก มีน้ำหนักถึง 45.52 กะรัต ซึ่งจะเป็นเพชรที่พ่อค้าจากประเทศฝรั่งเศสชื่อ จอห์น แบ็บติส ทราวิเนียร์ ได้ลักขโมยมาจากหน้าผากของเทวรูปฮินดูในวิหารแห่งหนึ่งของประเทศอินเดีย เมื่อประมาณ คริสต์ศักราช 1600

โดยที่ไม่ได้รู้ว่าเพชรอันนี้มีคําสาปติดมาด้วย นั่นก็คือถ้ามันคนไหนที่ลักขโมยหรือครองเพชรโฮป ต้องเผชิญความวอดวายทุกรายไปแล้วก็จริงตามคําสาปทุกรายด้วย ตั้งแต่เมื่อพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ซึ่งทรงซื้อเพชรนี้จากนายทราวิเนียร์ พระองค์และ ราชวงศ์ก็ทรงประสบภัยร้ายจากการเปลี่ยนแปลงของประเทศฝรั่งเศสตลอด

จนถึงนาย เฮนรี่ ฟิลิป โฮป (ผู้ครอบครองเพชรเม็ดนี้) นายปิแอร์ คาร์เทียร์ (พ่อค้าเพชรมีชื่อเสียงที่ที่เป็นที่รู้จักกันดี) อื่นๆอีกมากมาย ล้วนเผชิญกับสิ่งโชดร้ายจนกระทั่ง ผู้ครอบครองรายท้ายที่สุดเป็น เครือญาติของ เซอร์ ฮาร์รีย์ วินสตัน ได้มอบให้ผู้หญิงไฮโซ คนหนึ่งยืมสร้อยคอเพชรโฮป

นี้ไปใส่ในงานกลางคืน สองเดือนถัดมา ลูกที่ยังเล็กของผู้หญิงคนนี้ก็ตายอย่างลึกลับ สามีก็ได้เป็นบ้าแล้วก็จำเป็นต้องหย่าร้างกัน สุดท้าย ผู้สืบสกุลเชื้อสายวินสตันก็เลยได้ให้เพชรโฮปกับสถาบันสมิธ โซเนียนของสหรัฐอเมริกา เป็นผู้รักษาแทน

  1. วิหารกระดูก แห่งเมือง อีโวรา ประเทศโปรตุเกส

วิหารนี้สร้างในศตวรรษที่ 15 โดยพระนิกายฟรานซิสกัน ที่แปลกประหลาดเป็น ฝาผนังข้างในวิหารนี้ผลิตจากกระดูกของผู้คนกว่า 5,000 คนเลย เท่านั้นยังไม่พอ มีศพ 2 ร่าง แขวนอยู่ที่ติดฝาผนังด้านหนึ่งด้วยตํานานได้มีการบอกเอาไว้ว่า ครั้งนั้นมีสตรีนางหนึ่ง ซึ่งถือมั่นในโรมันคาทอลิก แต่ว่าได้ถูกสามีผู้โหดร้ายกับลูกชายของ เธอเองช่วยกันเฆี่ยนตีจนตาย

ก่อนที่เธอจะตาย เธอได้สาป ให้วิญญาณของเขาทั้งยัง 2 ตกนรก แม้กระทั้งพื้นพสุธา ก็จะไม่ยอมที่จะทำการรับร่างของเขาไว้ ไม่นานนัก ชายทั้งคู่ก็ถึงแก่มรณกรรม ชาวบ้านที่ทำการพยายามที่จะขุด หลุมศพของเขา แต่ว่าขุดลงไปที่ไหนก็เจอแต่หิน เมื่อหมดหนทาง พวกเขาก็เลยนําเอาศพทั้งคู่ขึ้น ไปแขวนห้อยไว้กับ ฝาผนังวิหารดังกล่าวข้างต้น เพื่อที่จะทำให้ให้นักบวชได้ใช้ปลง ในระหว่างทําสมาธินั้นเอง ซึ่งนับเป็นคําสาปที่ร้ายแรงมากๆ

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย.    สมัคร sbobet โดยตรง

ซอมบี้ในประวัติศาสตร์

ซึ่งหลายคนก็อยากจะรู้ว่าความเชื่อของชาว voodoo มันเป็นยังไงแล้ว  ซอมบี้ในประวัติศาสตร์  มันต่างจากความเชื่อซอมบี้ในทุกวันนี้หรือเปล่าก็บอกเลยว่าต่างเพราะความเชื่อของซอมบี้ของ voodoo ไม่เหมือนในหนังซอมบี้ทุกวันนี้เลยคือถามว่ามันเริ่มยังไงต้องบอกเลยว่ามันเริ่มมาจากที่ชาวเฮติในสมัยนั้นหรือว่าพวกทาสในเฮติสมัยนั้นมีคนเยอะมากมาอยู่รวมกัน

จากนั้นสุขอนามัยมันไม่ค่อยดีทำให้มีคนตายบ่อยใช้แรงงานทำอะไรหลายอย่างเกิดล้มตายกันจำนวนมากและที่สำคัญเมื่อเกิดมีคนล้มตายถามว่ากลุ่มคนที่ตายมีความเชื่ออะไรเชื่อเรื่องไสยศาสตร์เชื่อเรื่องมนต์ดำดังนั้นมันก็เลยเกิดเหตุการณ์ที่ไปขโมยศพคนที่ตายเอาไปทำไสยศาสตร์เอาไปทำมนต์ดำค่อนข้างบ่อย

ดังนั้นเหตุการณ์ที่ศพหายก็เลยเป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะปกติในนั้นแต่ศพหายก็ยังไม่ใช่ซอมบี้แล้วถามว่าซอมบี้นั้นมันคืออะไรคือชาวเฮติตอนนั้นเขาเชื่อเรื่องการทำไสยศาสตร์ทำมนต์ดำใส่ศพโดบนักบวชศาสนา voodoo สามารถทำไสยศาสตร์เสกเวทมนต์อะไรใส่ศพได้ให้ศพสามารถลุกขึ้นมาได้อีกครั้งนึงแต่ว่าศพที่ลุกขึ้นมาจะมีวิญญาณแล้วถามว่าลุกขึ้นมาทำไมก็ลุกขึ้นมาเป็นทาสของนักบวชนี่แหละสั่งให้ทำอะไรก็ต้องไป

เพราะฉะนั้นแล้วนี่ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ซอมบี้เดินท่าแปลกๆเพราะว่าซอมบี้มีแต่ร่างไม่มีวิญญาณนั่นเองโดยชาวพื้นเมืองตอนนั้นเขาจะเรียกซอมบี้ว่าBokorเป็นภาษาพื้นเมืองแล้ว

ถามว่าซอมบี้มันเหมือนในหนังหรือเปล่ามีการไปกัดคนหรือเปล่าต้องบอกเลยว่าไม่เหมือนเลยเพราะว่าในสมัยเฮติเขาบอกว่าเหมือนคนปกติทุกอย่างเลยแค่ไม่มีวิญญาณแล้วก็เดินในท่าแปลกๆเท่านั้นคือไม่ได้ไปกัดคนอื่น

แต่ถามว่าแล้วใช่ชีวิตอยู่ยังไงซอมบี้ก็กินอาหารเหมือนกับเรานี่แหละแต่ว่าจะไม่กินอาหารทั่วไปจะกินแต่อาหารที่หมอผีให้คือจะกินอาหารจากเจ้านายตัวเองเท่านั้นและจะเชื่อฟังคนสั่งดังนั้นซอมบี้พวกวนี้ก็สามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับคนปกติทั่วไปที่เป็นแรงงานทั่วไปได้

นอกจากนี้ถามว่ามันมีคนเชื่อว่าตัวเองเป็นซอมบี้มันมีความเชื่อเรื่องซอมบี้กันแล้วถามว่าเรื่องราวเขาได้อธิบายซอมบี้เอาไว้ว่ายังไงเขาบอกว่าซอมบี้จริงๆแล้วไม่ใช่ศพหรอกที่โดนปลุกขึ้นมาให้มีชีวิตอยู่แต่เป็นคนเป็นๆนี่แหละที่โดนหมอผีอมยาและให้ยาต่างๆที่มียาฤทธิ์กดประสาทอะไรต่างๆถ้าให้ยาไปแล้วคนๆนั้นจะไม่รู้เรื่องไม่มีสติไปเลย

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย.  Ufabet เข้าสู่ระบบ

อาณาจักรมอญในสมัยพุทธการ

อาณาจักรมอญในสมัยพุทธการ ชนชาติมอญสันนิฐานว่าเป็นชาวมองโกลได้อพยพมาจากดินแดนที่เป็นสาธารณะรัฐประชาชนจีนในปัจจุบันและได้เข้ามาตั้งภูมิลำเนาอยู่ชายทะเลใกล้ปากแม่น้ำสาละวินต่อมาได้เรียกตัวเองว่า มอญ ได้ขยายอาณาเขตขึ้นไปทางเหนือไปจนถึงแม่น้ำสะโตงและแม่น้ำอิระวดี

ภายหลังได้รวมประเทศรามัญตั้งเมืองสะเทิมเป็นเมืองหลวง สะเทิมถึงเป็นเมืองหลวงที่เจริญรุ่งเรืองมากมีการติดต่อซื้อขายใกล้กับอินเดียและรังกาเพราะมีเขตแดนใกล้ชิตกันได้รับเอาอารยธรรมของอินเดียเช่นอักษรศาสตร์ศิลปะกรรมและศาสนาเข้ามา

โดยเฉพาะพุทธศาสนานิกายเถรวาท มอญเป็นชาติแรกที่ได้ถ่ายทอดอารยธรรมต่างๆของอินเดียให้แกชนชาติอื่นในดินแดนเอเชียเช่นพม่าไทยลาวไปจนถึงชาชาติเล็กกลุ่มอื่นๆอีกด้วยอาณาจักรสะเทิมเจริญรุ่งเรือง

มากว่าพันปีด้วยความร่มเย็นจนกระทั่งมีชนชาตินักรบชาวพม่าได้อพยพลงมาทางเหนือและได้ตั้งเป็นปึกแผ่นที่เมืองพุกามจึงได้รุกรามอาณาจักรมอญจนมอญต้องเสียอาณาจักรจักรให้แก่พม่าในปีคริสต์ศักราช1057

กษัตริย์พม่าจากเมืองพุกามได้กวาดต้านทั้งผู้คนข้าราชการชีพรามคหบดีและช่างศิลปะต่างๆพาไปไว้ที่เมืองพุกามประมาณ30,000คนขนพระไตรปิฎกและอิยะวดีวัตถุกับทรัพย์สินมีค่าต่างๆเอาไปไว้ที่เมืองพุกามทั้งให้ลือทำลายรั้ววังและป้อมปราการเมืองสะเทิมเสียหมดแล้วได้แบ่งอาณาเขตมอญเป็นหลายหัวเขตเมือง

ซึ่งหลังจากนั้นมอญก็ได้พยายามตั้งอาณาจักรมอญขึ้นมาอีกครั้งโดจพระเจ้าฟ้ารั่วผู้ที่สถาปนาเมืองเมาะตะมะขึ้นเป็นเมืองหลวงในปีคริสต์ศักราช 1281 และต่ออมาก็ได้ขับไล่ผู้ที่สำเร็จราชการชาวพม่าออกจาเมืองหงสาวดีของมอญและได้กษัตริย์ขึ้นครองปกครองอาณาจักรมอญในบริเวณพม่าตอนใต้และได้ตั้งอาณาจักรมอญได้สำเร็จในปีคริสต์ศักราช 1287

โดยมีเมืองเมาะเตะมะเป็นเมืองหลวงเมื่อสิ้นพระเจ้าพระรั่วแล้วกษัตริย์องค์อื่นๆได้สืบราชสมบัติต่อมาจนมาถึงรัชสมัยของพระยาอู่ได้ทรงย้ายราชธานีมาที่เมืองหงสาวดีในปีคริสต์ศักราช 1369 และได้ดำรงรักษาราชอาณาจักรมอญเอาไว้ได้จนมาเสียหัวเมืองหงสาวดีให้กับพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้กษัตริย์พม่าในปีคริสต์ศักราช 1531

อาณาจักรมอญได้ตกอยู่ภายใต้การครอบครองของพม่าจนในภายหลังนายทหารมอญที่เมืองเมาะตะมะได้รวมกำลังแข็งข้อและได้ทำการเข้าสู้รบกับทหารพม่าจนได้รับชัยชนะสามาสรถกำจัดทหารพม่าได้ในที่สุดอาณาจักรมอญได้เป็นอิสระภาพอีกครั้งนึง

สมิงทอพุทธเกตนายทหารชาวมอญได้ตั้งตัวขึ้นมาเป็นกษัตริย์แห่งกรุงหงสาวดีในปีคริสต์ศักราช1714กษัตริย์มอญองค์ต่อมาได้ทำสงครามขยายอาณาเขตจนไปถึงเมืองตองอูเมืองแปลและยึดเมืองอังวะได้ในที่สุดเมื่อในปีคริสต์ศักราช1752

 

สนับสนุนโดย.  เปิดบัญชีคาสิโนขั้นต่ำ100

เรื่องแปลกในสงครามโลก

เรื่องแปลกในสงครามโลก หลายคนอาจจะคุ้นเคยกับสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ในช่วงนั้นได้สร้างความเสียหายให้กับคนทั้งโลกเป็นอย่างมากและวันนี้เราจะพาคุณมารู้จักกับเรื่องราวที่เกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่คนนั้นยังไม่เคยได้รับรู้มาก่อน 

อันดับที่ 1 เช็ดชู่ของทหาร นี่อาจจะฟังดูแล้วมันอาจจะเป็นเรื่องขำขันแต่ในช่วงเวลานั้นมันคือสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยจริงๆกับทิชชู่หรือกระดาษชำระที่มีเอาไว้ให้ทหารใช้ในสงครามโดยที่ช่วงเวลานั้นทหารได้รับทิชชูกันน้อยมากๆหรือบางส่วนก็แทบจะไม่มีให้ใช้เลย

ซึ่งจะยกตัวอย่างเช่นทหารของสหราชอาณาจักรเฉลี่ยแล้วพวกเขาได้รับเช็ดชู่เอาไว้ใช้วันละ 3 แผ่นเท่านั้นในขณะพี่ทหารสหรัฐได้มีเอาไว้ใช้ 22 แผ่นต่อวันและก็พอจะเข้าใจได้เลยว่า ภายใต้ภาวะของสงคราม การแจกจ่ายทิชชูให้กับทหารคงมีความสำคัญไม่เท่ากับงานด้านอื่นและทรัพยากรของแต่ละประเทศก็มีอยู่อย่างจำกัด 

อันดับที่ 2 ระเบิดลูกแรกที่ทิ้งใส่ เบอร์ลิน ในบรรดาเมืองต่างๆของเยอรมันที่เมืองเบอร์ลินถูกทิ้งระเบิดใส่มากกว่าเมืองไหนๆจนมีผู้เสียชีวิตกว่า  50,000 คน และมีผู้ที่ไร้ที่อยู่อาศัยอีกประมาณแสนกว่าคนก่อนที่จะถึงจุดนั้นระเบิดลูกแรกที่ทิ้งสายเบอร์ลินได้ถูกทิ้งลงมาจากเครื่องบินของสหราชอาณาจักร 

ซึ่งเป็นการทิ้งใส่สวนสัตว์ที่อยู่ภายในเมืองโดยที่ระเบิดลูกแรกนี้ไม่สามารถสังหารผู้คนแต่อย่างใดเนื่องจากว่ามีเพียงแค่ช้างในสวนสัตว์เท่านั้นที่เสียชีวิต 

อันดับที่ 3 อายุน้อยที่สุดในสหรัฐ เท่าที่เคยมีการบันทึกอย่างเป็นทางการ ชายที่มีชื่อว่า Galvin Graham คือทหารที่มีอายุน้อยที่สุดในกองทัพสหรัฐโดยทหารคนนี้ฝันว่าอยากเป็นทหารตั้งแต่เด็กและเมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ขึ้นเขาได้ไปสมัครเข้าร่วมกองทัพแต่ในประเด็นนั้นเขาได้ปลอมลายเซ็นของแม่จนได้รับเลือกให้เป็นทหารจริงๆแล้วได้ประจำการบนเรือทั้งที่ในเวลานั้นเขามีอายุแค่เพียง 12 ปีเท่านั้นเองและเรือลำนี้ก็ได้แล่นเข้าสู่สมรภูมิลบที่เพิร์ลฮาร์เบอร์และถูกโจมตีไม่ต่ำกว่า 40 ครั้ง 

ซึ่งก็ทำให้เขาได้รอดชีวิตกลับมาได้และเมื่อสงครามได้สิ้นสุดลงตัวเขางั้นก็ได้รับเหรียญรางวัลอย่างมากมายแต่สุดท้ายแล้วความก็แตกเมื่อแม่ของเขาได้เปิดเผยความจริงกับกองทัพจึงทำให้เขาถูกยึดเหรียญรางวัลและไปชดใช้ความผิดในคุกทหารและในเวลาต่อมาหลังจากที่เขาได้พ้นโทษแล้วทางการทหารผ่านศึกก็ได้คืนเหรียญให้กับเขาและเรื่องราวทั้งหมดนี้ได้ทำให้ชื่อของนาย Galvin Grahamได้ถูกบันทึกในฐานะทหารอเมริกันที่มีอายุน้อยที่สุดในสงครามโลกครั้งที่ 2

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย.  Ufabet เข้าสู่ระบบ

ตำนานเขานางหงส์

ซึ่งถ้าพูดถึงถนนที่เปลี่ยวๆหรือว่าทางโค้งที่อันตรายๆบนเขาที่จังหวัดพังงาแล้วก็ต้องนึกถึงที่นี่เลย ตำนานเขานางหงส์  โดยเส้นทางนี้เส้นทางเขานางหงส์ชาวบ้านหลายๆคนมักจะไม่มีใครใช้เส้นทางนี้ในช่วงเวลากลางคืนกันเลยเพราะเขาว่ากันว่าบนถนนเส้นเขานางหงส์นี้มีแต่คนเจอแต่เรื่องราวแปลกๆกันทั้งนั้นเลย

นอกจากนี้เส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่ค่อนข้างจะอันตรายมักจะมีข่าวพวกอุบัติเหตุรถหลุดโค้งรถตกข้างทางหรือแมกระทั่งการพบศพปริศนาที่อยู่บนเขานางหงส์นี้เหมือนกันจนผู้ที่ใช้เส้นทางสัญจรนี้ต่างก็พากันพบเห็นดวงวิญญาณพบเจอเรื่องราวแปลกๆอะไรต่างๆเยอะแยะมากมายจนหลายๆคนไม่กล้าที่จะใช้ถนนเส้นนี้ในตอนกลางคืน

เหมือนอย่างเรื่องราวที่เราจะเล่าให้คุณอ่านในวันนี้แหละเป็นเรื่องราวของบุคคลนึงที่ได้ใช้เส้นทางเขานางหงส์ในช่วงเวลากลางคืนแล้วก็พบเจอกับเรื่องราวแปลกๆชนิดที่เรียกได้ว่าต้องจบจำเรื่องราวเรื่องนี้ไปตลอดกาลเลยเรื่องจะเป็นอย่างไรไปดูกัน

สำหรับเรื่องราวนี้จะต้องตั้งใจอ่านให้ดีๆเลยเพราะว่าเป็นเรื่องประสบการณ์สยองขวัญที่เกิดขึ้นจริงกับผู้ชายท่านหนึ่งเขามีชื่อว่าคุณเอกตัวของเขามีอาชีพเป็นนักดนตรีอิสระมักจะเดินทางไปเล่นดนตรีตามร้านอาหารบ้างตามร้านอาหารบ้างเวลามีคนมาจ้าง

ซึ่งวงดนตรีของพวกเขามีโอกาสไปเล่นในที่หลากหลายจังหวัดเลยเวลาที่เดินทางไปเล่นดนตรีในที่ต่างๆพวกเขาจะมีรถตู้ประจำวงคันนึงคนขับก็เป็นสมาชิกภายในวงที่ผัดเปลี่ยนกันขับไปในแต่ละที่ไม่ว่าจะเดินทางขึ้นเหนือลงใต้ไปที่จังหวัดใกล้หรือไกลพวกเขาก็จะขับกันเองทั้งนั้น

ดังนั้นได้มีอยู่คืนนึงที่วงดนตรีของเขาต้องเดินทางไปเล่นที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งในจังหวัดกระบี่พวกเขาอยู่ที่จังหวัดพังงากันก็ได้นัดกันว่าเดี๋ยวจะเดินทางจากบ้านที่พังงาไปถึงที่กระบี่ให้ทันเวลาที่เขากำหนดเอาไว้พอไปถึงที่งานต่างก็จัดเครื่องดนตรีอะไรต่างๆ

ในวันนั้นดูเหมือนว่าจะเป็นวันปกติทั่วไปของชีวิตนักดนตรีระหว่างเล่นก็มีกินมีดื่มกันบ้างแต่บางจังหวะที่แขกเขาชงเหล้ามาให้ก็จะดื่มบ้างเล็กน้อยและจะมีมือกลองคนนี้ไม่ดื่มเหล้าและเขาก็จะอาสาขับให้เพื่อนๆทุกครั้งเวลาที่เพื่อนไปแสดงหรือว่าไปเล่นดนตรี

ตามงานต่างๆในช่วงเวลากลายคืนเพราะว่าเพื่อนดื่มเหล้าไม่สามารถขับรถได้บางเส้นทางจะมีด่านหลังจากนั้นกได้พากในกลับเตรียมกลับบ้านช่วงเวลานั้นเป็นเวลาเที่ยงคืนสิบห้านาทีพอดีก็ขับรถเดินทางกลับที่พังงาและเส้นทางนั้นเป็นถนนเส้นหนึ่งที่มีชื่อว่าเขานางหงส์และคนขับก็ไม่รู้เลยว่าเส้นทางของเขานางหงส์เป็นอย่างไรในเวลากลางคืน

 

สนับสนุนโดย.  UFABET เว็บหลัก

ตำนานครัมปัส

ตำนานครัมปัส ตามความเชื่อของวันคิดมากที่เด็กๆต่างก็คิดว่าเขานั้นเป็นเด็กดีมากเลยอยากจะได้ของขวัญจากลุงซานตาครอลและได้มีเด็กอยู่ครอบครัวหนึ่งเขาได้เขียนกระดาษเสร็จแล้วก็อธิษฐานและก็เอายัดเข้าไปในถุงเท้าตามความเชื่อแล้วนำเอาไปแขวนไว้ที่ปลายเตียง

ซึ่งปรากฏว่าในตอนคืนนั้นที่เขาได้นอนและได้แขวนถุงเท้าเอาไว้เขามีความรู้สึกเสี่ยวสันหลังขึ้นมาแล้วก็ได้ลุกตื่นขึ้นมาท่วมกลางดึกปรากฏว่าเขานั้นได้เห็นเงาประหลาดปรากฏอยู่ที่ปลายเตียงเขาจึงได้กระโกนทักไปว่า ใช่คุณลุงซานตาหรือเปล่าที่เอาของมาให้ผมขอบคุณครับที่เอาของมาให้ผมอยากได้ของหลายอย่างเลยอย่าให้ขาดแม้แต่ชิ้นเดียวนะครับขอบคุณมากๆเลย

นอกากนี้หลังจากที่ได้สิ้นเสียงคำพูดเหล่านั้นเงาที่อยู่ตรงปลายเตียงก็ได้เดินออกมากระทบกับแสงที่ส่องเข้ามาจากกระจกปรากฏสิ่งที่เขาเห็นนั้นมันไม่ใช่คุณลุงซานตาครอลแบบที่ในตำนานที่เขานั้นเคยได้ยินแต่กลายมาเป็นปีศาจแพะที่มีรูปร่างน่าตาน่ากลัวได้ถือถุงดำและกระบองอันใหญ่ยืนอยู่ต่อหน้าเขานั่นเองเด็กคนนั้นพอเห็นก็ตกใจอย่างแรงกำลังจะร้องโวยวายออกมาแต่เขาไม่สามารถที่จะร้องโวยวายออกมาได้ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรเขานั่งร้องไห้แบบเงียบๆน้ำตาไหลไปเลื่อย

เนื่องจากเจ้าปีศาจพะตัวนี้ก็ได้ยื่นหน้าเข้ามาหาเด็กใกล้ๆพร้อมกับพูดว่าอยากได้ของขวัญใช่ไหมนี่ไงเอามาให้แล้วเด็กคนนั้นเขาก็ได้ถามในใจว่าไม่เอาแล้ว

กลับไปเถอะเรากลัวแล้วเราขอโทษปีศาจแพะเขาสามารถที่จะอ่านใจของมนุษย์ได้เขาก็เลยตอบเด็กคนนั้นไปว่ามากลัวเราทำไมไหนบอกว่าอยากได้ของขวัญไงแล้วทำตัวเป้นเด็กไม่ดีทำไมล่ะเด็กคนนั้นก็ได้แต่ขอโทษแล้วก็สัญญาว่าจะกลับตัวเป็นคนดี

เมื่อปีศาจแพะเขาได้ยินแบบนั้นเขาก็บอกว่าสิ่งที่เจ้าขอมาและสิ่งที่เจ้าทำไปนั้นมันค่อนข้างที่จะไม่คู่ควรกันเลยฉะนั้นแล้วหากเจ้ายังกลับตัวไม่ดีอีกปีหน้าข้าจะมาเอาเจ้าไปที่นรกแล้วจะให้ดูว่าเด็กที่ไม่ดีแล้วชอบทำร้ายร่างกายพ่อแม่ชอบดุดด่าชอบทำร้ายคนอื่นจะต้องเจออะไรในชีวิตหลังความตายถ้าเจ้าไม่กลัวก็แล้วแต่เจ้าแต่ถ้าเจ้ากลัวก็จงปรับตัวสะ

ดังนั้นหลังจากที่สิ้นเสียงนั่นเด็กคนนั้นก็สลบไปตื่นเด็กคนนั้นคิดว่ามันเป็นเพียงความฝันคงไม่ใช่เรื่องจริงเด็กคนนั้นเลยรีบลุกขึ้นมาแล้วไปดูถุงเท้าที่อยู่ปลายเตียงแล้วเอามือไปจับปรากฏว่ากระดาษที่เขียนไว้หายไปแต่กลับมีอย่างอื่นใส่ไว้ในถุงเท้านั้นแทนและของสิ่งนั้นก็คือรูปปีศาจที่เจอเมื่อคืนนั่นเอง

 

สนับสนุนโดย.  ufabet บาคาร่าออนไลน์

ตำนานจิ้งจอก9หางมีตัวตนจริงๆบนโลกหรือเปล่า?

เวลาเราได้พูดถึงตำนานปีศาจจิ้งจอก9หางหรือ ตำนานจิ้งจอก9หาง เราเชื่อว่าหลายๆคนก็คงจะเคยได้ยินมาจากในเกมในการ์ตูนยกตัวอย่างเช่นในเกมเอลวาเอลและจะมีตัวละครหรือแม้กระทั่งในการ์ตูนจิ้งจอก9หางอย่างการณ์ตูนดังๆอย่างนารูโตะทุกๆคนน่าจะรู้จักกันมาเป็นอย่างดี

ซึ่งสาเหตุที่การณ์ตูนดังๆหรือหนังต่างๆนำเรื่องของ9หางนี้มาดัดแปลงให้มันอยู่ในเรื่องนี้จากการค้นหาข้อมูลมาเขามีความเชื่อกันว่าจิ้งจอก9หางเป็นหนึ่งในปีศาจที่มีกำลังพลังสูงมากทั้งมีพลังกายและมีพลังจิตที่ค่อนข้างเทียบเท่าได้กับซาตานในต่างประเทศเลย

นอกจากนี้เขายังได้บอกอีกว่าพลังในด้านตรงส่วนนี้มันก็ได้มีทั้งในด้านดีและในด้านแย่ถ้าในด้านดีคนมองว่าถ้าเกิดใครได้พบเจอก็จะมีเรื่องของโชคลาภเข้ามาเกี่ยวข้องจะมีสิ่งดีๆเข้ามาในชีวิตแต่ถ้าเกิดมองในด้านของความชั่วร้ายปีศาจจิ้งจอก9หางแทบจะไม่ต่างอะไรกับซาตานในเวอร์ชั่น

เพราะฉะนั้นจากข้อมูลตรงนี้แล้วเราเชื่อว่าหลายคนก็อาจจะตั้งคำถามเหมือนตอนที่เราได้ไปหาข้อมูลในตอนแรกมาเลยว่าจริงๆแล้วเรื่องราวของจิ้งจอก9หางต้นกำเนิดมันได้มาจากที่ไหนกันแน่โดยเราได้บอกไปว่ามันไม่ใช่ของเกาหลีและญี่ปุ่นที่มีความโด่งดังในเรื่องของจิ้งจอก9หางมาก

เนื่องจากนี้หากจะเอาจากข้อมูลเขาได้บอกว่าเขาไม่สามารถที่จะยืนยันได้แน่ชัดว่ามันมากจากไหนแต่ถ้าเอาหลักฐานที่เก่าแก่ที่สุดที่ได้มีการค้นพบในปัจจุบันเขาได้บอกว่าหลักฐานนั้นได้อยู่ที่ประเทศจีนจากบันทึก ตำนานห้องสิน หรือในประเทศไทยเราได้เรียกว่า ศึกตำนานเทพประยุทธิ์นั่นเอง

โดยในตำนานตรงนี้เขาได้บอกเอาไว้ในสมัยราชวงศ์ซางในตอนนั้นเขาได้มีความเชื่อในเรื่องของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภูตผีปีศาจอย่างมากมายและในตอนนั้นมันได้มีตัวแทนเทพหรือสิ่งที่เขาได้นับถือกันคือ เจ้าแม่หนี่วา ที่เขาบอกว่าหากใครได้เข้าไปกราบไหว้บูชาสักการะด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์คนเหล่านั้นก็จะได้สิ่งที่ขอหรือ เจ้าแม่หนี่วา ก็จะมาให้พรกับคนเหล่านั้น

ซึ่งจากความเชื่อตรงนี้แล้ว็เลยทำให้คนหลายๆคนรวมถึงชาวบ้านหรือว่าคนใหญ่คนโตของราชวงศ์จีนในยุคนั้นเขาถึงขนาดที่ว่าสร้างวิหารของเจ้าแม่หนี่วา ขึ้นมาเพื่อกราบบูชาสักการะและให้ชาวบ้านได้เข้ามาขอพรต่างๆได้นั่นเอง

 

สนับสนุนโดย.  gclub

เปรตหัวลำโพงหรือThe Siren Headมีตัวตนบนโลกจริงๆหรือเปล่า

เปรตหัวลำโพง เวลาที่เราได้พูดถึงสิ่งมีชีวิตลึกลับหรือสิ่งมีชีวิตที่เป็นปริศนาบนโลกของเราต้องขอบอกเลยว่ามันมีอยู่เยอะแยะมากมายถ้าจะให้เรายกตัวอย่างๆคร่าวๆสิ่งที่หลายๆคนรู้จักกันก็จะเป็นพวกยักษ์ฮอบบิทหรือจะเป็นแฟรี่สิ่งงเหล่านี้มันคือสิ่งที่เป็นปริศนาและยังไม่สามารถหาคำตอบได้ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

ซึ่งยังได้มีการพบเจอข้อมูลบางสิ่งเหล่านี้อยู่บ่อยครั้งมากด้วยแต่เราอยากจะบอกว่ามันยังได้มีอีกหนึ่งหัวข้อที่คนให้ความสนใจเยอะมากและหลายๆคนบอกเป็นเสียงเดียวกันเลยว่าสิ่งๆนี้มีคนเคยพบเจอและเคยถูกสิ่งๆนี้จู่โจมมาแล้วก็มีเช่นกันโดยสิ่งมีชีวิตตนนั้นที่เรากำลังจะพูดถึงตรงนี้นั่นก็คือThe Siren Headหรือเปรตหัวลำโพงนั่นเอง

สำหรับเจ้าThe Siren Headที่เราได้พูดถึงกันตรงนี้ถ้าหากเอาตามข้อมูลเกี่ยวกับรูปร่างของมันเขาได้มีการบันทึกเอาไว้ว่าเปรตหัวลำโพงหรือว่าThe Siren Headตัวนี้มันได้มีรูปร่างที่สูงใหญ่มากแต่แขนขาแบนราบและแห้งเหมือนต้นไม้เลยมีมือและเท้าที่แบนใหญ่มาก

นอกจากนี้สิ่งที่สำคัญก็คือมันมีหัวเป็นรูปลำโพงที่มันพร้อมที่จะปล่อยเสียงเตือนอยู่ตลอดเวลานั่นเองและThe Siren Headตรงนี้มันก็ยังได้มีข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องของความสามารถของมันและวิธีการล่าเหยื่อของมันอยู่เจ้าเปรตหัวลำโพงตัวนี้หรือThe Siren Headจะทำให้เหยื่อกลัวโดนการหลอกหลอนได้เสียงไซเรนที่มันได้ปล่อยออกมา

เนื่องจากนี้ยังรวมไปถึงรูปร่างที่ใหญ่โตและได้ไล่ตามเหยื่อจนทำให้เหยื่อนั้นเกิดความกลัวและเปรตหัวลำโพงตัวนี้จะเปลี่ยนความกลัวให้กลายมาเป็นความเจ็บปวดทางร่างกายและจิตใจว่ากันว่าหากใครที่กลัวเจ้าเปรตตัวนี้มากๆในขณะที่เจอมันก็อาจจะทำให้คนๆนั้นเสียสติไปเลยและไม่สามารถที่จะควบคุมตัวเองได้และสุดท้ายก็อาจจะถูกเจ้าเปรตตัวนี้สังหารคู่กับจับกิน

เพราะฉะนั้นข้อมูลตรงนี้ได้ให้การชัดเจนแล้วว่าเหยื่อของเปรตหัวลำโพงตัวนี้นั่นก็คือมนุษย์นั่นเองโดยประวัติในการพบเจอเจ้าเปรตหัวลำโพงตัวนี้ครั้งแรกสุดมีบันทึกเอาไว้ในประมาณปี1960และข้อมูลตรงนี้ได้เป็นคำให้การณ์ของคนที่ได้พบเจอเจ้าเปรตหัวลำโพงตัวนี้เขาได้บอกเอาไว้ว่า

ซึ่งในที่สหรัฐอเมริกาในปี1966ได้มีอยู่ครั้งหนึ่งที่มีสามีภรรยาคู่หนึ่งเขาได้ไปเที่ยวและการไปเที่ยวครั้งนี้ก็ดูเหมือนจะปกติและไม่มีอะไรแต่พอมาถึงจุดหนึ่งที่พวกเขาขับรถไปและเจอพื้นที่หนึ่งที่เป็นพื้นที่ฝังศพและลงไปถ่ายรูปนั่นเอง

 

สนับสนุนโดย.    ufabet บาคาร่าออนไลน์

Chupacabra มีตัวตนอยู่บนโลกจริงๆหรือเปล่า

ย้อนความกลับไปในช่วงต้นศตวรรษที่50ในช่วงนั้นในเรื่องของความเชื่อสิ่งมีชีวิตลี้ลับได้เป็นที่แพร่กระจายอยู่เยอะมาก Chupacabra มีตัวตน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องผีดูดเลือดไม่ว่าจะเป็นทั้งมอธแมนไม่ว่าจะเป้นสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายที่ยังไม่สามารุไขปริศาสนาได้ในยุคนั้นเป็นอะไรที่โด่งดังมากๆ

ซึ่งมันก็จะมีอยู่หนึ่งตำนานหนึ่งสิ่งมีชีวิตลึกลับที่คนตั้งข้อสงสัยว่ามันน่าจะมีอยู่จริงๆบนโลกและมันจะมีเหตุการณ์แปลกๆอยู่เยอะมากโดยสิ่งมีชีวิตตัวนั้นมีลักษณะคือเขาชอบดูดเลือดสัตว์ตัวอื่นดูดจนหมดตัวและได้ทิ้งซากสัตว์เหล่าเอาไว้เป็นจำนวนมากจนทำให้คนหวาดกลัวและหวาดระแวงจนตั้งฉายาว่าเป็นตัวดูดเลือดเลย

โดยสิ่งมีชีวิตตัวนั้นนั่นก็คือChupacabraนั่นเองและChupacabraที่เราจะพูดถึงนี้ถ้าเอาตามข้อมูลคือมันเป็นภาษาสเปนที่บ่งบอกถึงสิ่งมีชีวิตลึกลับตัวหนึ่งล่าศัพท์มาจากคำว่าตัวดูดเลือด

นอกจากนี้ถามข้อมูลเขาได้บอกว่าได้มีการพบเห็นครั้งแรกในปอเตอร์ริโก้ในช่วงประมาณปี1994-1996ลักษณะในการพบเจอเขาได้บอกเอาไว้ว่าร่างกายของมันมีความคล้ายยคลึงกับมนุษย์มากแต่ก็มีบางส่วนที่คล้ายคลึงกับสัตว์อย่างหมาแต่จะมีความแตกต่างนั่นก็คือสิ่งมีชีวิตตัวนั้นผิวหนังจะหยาบแห้งและไม่มีขนมีกรงเล็บที่แหลมอยู่ทั้งสองมือและยังมีฟันอยู่สองซีน่าที่แหลมมากๆ

ดังนั้นในตำนานเขาว่ากันว่าสิ่งมีชีวิตตัวนี้ได้ถูกพบเจออยู่บ่อยครั้งสมากแต่ในการพบเจอในแต่ละครั้งไม่ได้เจออย่างโจ่งแจ้งแต่จะเจอในลักษณะของการโผล่ออกมาตอนกลางคืนและในการเจอในแต่ละครั้งก็จะมีซากสัตว์ซากสิ่งมีชีวิตล้มตายอยู่บริเวณนั้นเป็นจำนวนมาก

เพราะฉะนั้นแล้วสิ่งที่สสำคัญไปกว่านั้นก็คือซากสัตว์เหล่านั้นที่เขาพบเจอไม่ได้ล้มตายอย่างปกติที่เป็นธรรมชาติแต่ซากสัตว์เหล่านั้นมีรอยการถูกจนเคี้ยวประมาณสองถึงสามรอยที่อยู่ในร่างกายของสัตว์เหล่านั้นทุกตัวและผลจากการชันสูตรสัตว์เหล่านั้นปรากฏว่าเลือดในตัวของสัตว์เหล่านั้นได้หายไปกว่า80%หรือหายไปหมดตัวก็มีเหมือนกัน

เนื่องจากนี้หลังจากที่ได้เกิดเหตุการณ์ตรงนี้ขึ้นมาชาวบ้านหลายๆคนก็เกิดความหวาดระแวงว่าจริงๆแล้วสัตว์ตัวนี้มันคืออะไรกันแน่มันคือผีดูดเลือดตามตำนานที่เขาเคยบอกเอาไว้หรือเปล่าแต่พอเวลาผ่านไปเรื่อยๆเหตุการณ์เหล่านี้ก็เกิดขึ้นเพียงแค่สองถึงสามครั้งก่อนที่มันจะเลือนลางและได้หายไปและก็ไม่มีใครได้พบเห็นร่องรอยของมัมนอีกเลย

 

สนับสนุนโดย.  แจ้งฝาก-ถอน ufabet