จารึกพระไตรปิฎกวัดกุโสดอ หนังสือเล่มใหญ่ที่สุดในโลก

        จารึกพระไตรปิฎกวัดกุโสดอ ที่ประเทศเมียนมาร์มีสถานที่สำคัญแห่งหนึ่งที่มีความเกี่ยวพันกับพระพุทธศาสนาซึ่งถูกสร้างขึ้นมาแล้วมากกว่า 160 ปีโดยสถานที่ดังกล่าวนั้นตั้งอยู่ที่เมืองมัณฑะเลย์ สถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่สำหรับจารึกเกี่ยวกับพระไตรปิฎกโดยถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยพระเจ้ามินดง           

         สำหรับสถานที่ที่เรากำลังพูดถึงกันอยู่นั้นก็คือจารึกพระไตรปิฎกซึ่งสถานที่ในการจัดเก็บจารึกพระไตรปิฎกนั้นถูกจัดเก็บเอาไว้ที่วัดกุโสดอ   โดยว่ากันว่ามีการสร้างขึ้นมาตั้งแต่ช่วงประมาณ ปี พ.ศ. 1857 และสำหรับผู้ที่สั่งให้สร้างจารุนั้นก็คือพระเจ้ามินดงนั้นเอง

  เนื่องจากพระเจ้ามินดงนั้นค่อนข้างให้ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องของพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมากดังนั้นพระองค์จึงได้มีการทรงโปรดให้มีการทำการสังคายนาพระไตรปิฎกขึ้นโดยในครั้งนั้นมีถึง 84000 พระธรรมขันธ์โดยพระไตรปิฎกที่มีการทำขึ้นมาในยุคนั้นเป็นพระไตรปิฎกซึ่งเป็นภาษา พม่าโดยเฉพาะ 

            อย่างที่เรารู้กันดีว่าโดยปกติแล้วพระไตรปิฎกนั้นไม่ว่าจะเป็นพระไตรปิฎกที่มีการเผยแพร่ในประเทศไทยหรือเผยแพร่ในต่างประเทศส่วนใหญ่ละภาษาที่มีการระบุในพระไตรปิฎกนั้นจะเป็นภาษาบาลีซึ่งแต่ละประเทศนั้นก็จะทำมาแปลเป็นภาษาของตนเอง

และพระเจ้ามินดงเองก็เห็นความสำคัญของพระไตรปิฎกที่จะมีการนำมาใช้ในการเผยแพร่พระพุทธศาสนาในประเทศเมียนมาร์ดังนั้นพระองค์จึงได้มีการสั่งให้มีการจารึกพระไตรปิฎกขึ้นมาใหม่โดยมีการเปลี่ยนจากภาษาบาลีมาเป็นภาษาพม่านั่นเองและนำพระไตรปิฎกที่มีการถอดภาษาเสร็จเรียบร้อยแล้วมาสลักเอาไว้บนแผ่นหินอ่อนซึ่งแผ่นหินอ่อนที่ถูกนำมาสลักไว้นั้นมีรวมแล้วทั้งหมด 729 แผ่น 

           อย่างไรก็ตามว่ากันว่าแผ่นหินอ่อนที่ใช้ในการแกะสลักเกี่ยวกับพระไตรปิฎกนั้นมีความสูงแผ่นละ 1.53 เมตรในขณะที่มีความกว้างอยู่ที่ 1.07 เมตร

นอกจากนี้ตามประวัติที่มีการพูดถึงเกี่ยวกับเรื่องของการจัดเก็บแผ่นจารึกพระไตรปิฎกนั้นมีการระบุเอาไว้ว่าเราจะเก็บไว้ที่วัดกุโสดอแล้วสถานที่ในการจัดเก็บนั้นยังมีการสร้างเอาไว้อย่างสวยงามอลังการเนื่องจากว่าพระเจ้ามินดงนั้นได้มีการสั่งให้นำจารึกพระไตรปิฎก

ซึ่งทำมาจากหินอ่อนนั้นไปประดิษฐานอยู่ในบนดอกสีขาวบริสุทธิ์โดยมีการสร้างเอาไว้เรียงรายอย่างเป็นระเบียบและมีความสวยงามโดยตรงกลางของมณฑปสีขาวนั้นจะเป็นเจดีย์องค์พระประธานของวัดซึ่งมีการทาสีทองจนเป็นสีเหลืองอร่ามสำหรับเจดีย์ตรงกลางวัดนั้นมีความสูงอยู่ที่ประมาณ 30 เมตร 

            อย่างไรก็ตามเนื่องจากว่าจารึกพระไตรปิฎกเหล่านี้นั้นมีปริมาณที่ค่อนข้างเยอะมาก ซึ่งถ้าหากว่านำมาพิมพ์เป็นหนังสือแทนการจารึกลงบนหินอ่อนนั้นก็จะสามารถกล่าวได้ว่าเป็นการบันทึกเกี่ยวกับพระไตรปิฎกที่มีขนาดใหญ่มากที่สุดในโลกเท่าที่เคยมีมาเลยทีเดียว

 

สนับสนุนโดย.    ufabet สมัคร

วิทยาการ ล้ำสมัยที่เกิดขึ้นในยุคโบราณ 

         เสาเหล็กแห่ง Delhi เดลี

          วิทยาการ ล้ำสมัย โลหะสตมภ์แห่งเดลีหรือที่รู้จักกันในนามของเสาเหล็กแห่งเดลี เป็นเสาโลหะที่มีความสูง 7.2 เมตรตั้งอยู่ในประเทศอินเดียเชื่อว่าถูกสร้างขึ้นมาในสมัยพระเจ้าจันทรคุปต์ที่ 2  ที่ครองราชย์ ในช่วงที่ 375-415 ซึ่งความพิเศษของเสาโลหะแท่งนี้นอกจากจะมีจารึกอันทรงคุณค่าแล้ว สิ่งที่นักโบราณคดีให้ความสนใจอีกหนึ่งอย่างก็คือความคงทนที่ไม่ธรรมดาของมัน  

         มันคือเสาโลหะที่มีความทนทานต่อการสึกกร่อนสูงมากๆ สูงจนน่าประหลาดใจตัวอักษรที่มีการจารึกลงไปนั้นก็ยังคงคมชัดสมบูรณ์มาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งหากเทียบกับโลหะอื่นที่สร้างมาจากยุคเดียวกันโลหะพวกนั้นก็แล้วแต่ผุกร่อนและมีส่วนที่เสื่อมสลายไปอย่างชัดเจน จนทำให้เสาเหล็กแห่ง Delhi  ที่ว่านี้ ได้รับการขนานนามว่าเป็นหลักฐานที่ดีที่สุดพิสูจน์ถึงทักษะขั้นสูงของช่างอินเดียโบราณไม่ว่าจะเป็นในแง่ของการหล่อการขึ้นรูปในการเคลือบโลหะ

     แบตเตอรรี่แบกแดด  

          ในปี 1938 ได้มีการขุดค้นพบแบตเตอรี่  โบราณใกล้เมืองแบกแดด ซึ่งอยู่ในประเทศอิรัก ซึ่งคาดว่ามันน่าจะถูกสร้างขึ้นในช่วง 150 ปีก่อนคริสตกาล ไปจนถึงปี 650 ซึ่งโครงสร้างของมันนั้นตัวไหปั้นขึ้นมาจากดินเหนียวภายในมีแท่งท่อทองแดงและแท่งเหล็ก และมีการใส่ของเหลวที่เป็นกรด ซึ่งน่าจะเป็นน้ำส้มสายชูและมีการอุดปากไหโดยยางมะตอยโดยแบตเตอรี่แบกแดดที่ว่านี้มันสามารถสร้างกระแสไฟฟ้าได้เพียง 1.5 -2 โวลท์เท่านั้น ซึ่งไม่เพียงพอที่จะขับเคลื่อนกลไกหรือเอาไปทำอะไรที่ซับซ้อนได้ จึงทำให้จุดประสงค์ที่แท้จริงของมันนั้นยังเป็นปริศนาอยู่ แต่นักวิชาการให้สันนิษฐานว่ามันน่าจะเป็นเครื่องมือที่ใช้ชุบโลหะก็เป็นได้ 

      The Viling sunStone 

         ไวกิ้งมันขึ้นชื่อเรื่องการเดินทะเลเป็นอย่างมากพวกเขาสามารถล่องเรือได้ในทุกสภาพอากาศและยังคงเป็นที่เล่าขานมาจนถึงปัจจุบันซึ่งหนึ่งในเคล็ดลับสำคัญของพวกไวกิ้งก็คือความสามารถในการระบุทิศทางได้อย่างแม่นยำซึ่งเขามีสิ่งที่เรียกว่าซันสโตนเป็นตัวช่วย  ufabet   โดยในตำนานได้กล่าวว่าพวกเขาใช้ ซันสโตน ในการหาตำแหน่งของดวงอาทิตย์อย่างแม่นยำ แม้จะเป็นในวันที่ฟ้าครึ้มหรือแม้จะเป็นในช่วงเวลาที่แทบจะไม่มีแสงอาทิตย์เลย  

           ซึ่งที่ผ่านมาวิธีการใช้ ซันสโตนที่ว่านี้ก็เป็นปริศนามาโดยตลอด แต่ทว่านักวิจัยในปัจจุบันก็ได้ค้นพบวิธีที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุดนั่นคือการทำจุดสีดำด้านหนึ่งของซันสโตนแล้วมองมาจากด้านตรงข้าม ซึ่งก็คือการหักเหของแสงจะทำให้มองเห็นจุด 2 จุดที่มีความเชื่อและความคมชัดไม่เท่ากันจากนั้นพวกเขาก็จะส่องมันไปตามแนวเส้นขอบฟ้าและในตำแหน่งใดก็ตามที่จุด 2 จุดนี้มีความคมชัดเท่ากันจุดนั้นก็คือตำแหน่งของดวงอาทิตย์ นั่นจึงทำให้พวกเขาสามารถระบุทิศทางได้อย่างแม่นยำนั่นเอง

พระราชประวัติพระเจ้าเสือ ขุนหลวงสรศักดิ์ ในสมัยอยุธยา

บันทึกของบาทหลวงเดอร์แบส โดยบาทหลวงเดอร์แบสนี้เขาเป็นคนที่สนิทกับคออนสแตนติน ฟอนคอน เป้นอย่างมาก  พระราชประวัติพระเจ้าเสือ  ซึ่งเขาได้เขียนกับสมัยที่ยังเป็นหลวงสรศักดิ์ไว้ว่า หลังจากที่คอนสแตนติน ฟอนคอนโดนประหารโหด หลวงสรศักดิ์ก็พยายามตามจีบตองกีมาร์ (มารี กีมาร์) จะเอาทำเมียเสียให้ได้

พอนางตองกีมาร์ไม่ยอมก็สั่งให้จับเข้าคุกทีนี้ในเรื่องของความเป็นคนเจ้าชู้ของ พระเจ้าเสือเนี่ย มีปรากฏแม้กระทั่งในตำนาน ของวัดซึ่งได้เล่าเอาไว้ว่าสมพาลที่เป็นพระอาจารย์ของพระเจ้าเสือ ถึงขนาดที่ว่าหนีออกจากอยุธยา ไปอยู่ที่วักเขาบันไดอิฐที่เพชรบุรี

เพราะว่าเคยเตือนพระเจ้าเสือหลายครั้ง หลายหนแล้วว่า การเป้นคนมีวิชาอาคมเนี่ย ไม่ควรที่จะไปผิดลูกผิดเมียของชาวบ้านเขา พอพระเจ้าเสือรู้ว่าพระอาจารย์ ของตัวเองหนีไปเนี่ย ก็ถึงกลับต้องลงเรือ เพื่อที่จะตามไปขอร้องให้พระอาจารย์ กลับมาอยู่ที่อยุธยาด้วยกัน

แต่เมื่อเห็นว่าพยายามขอร้อง พระอาจารย์เท่าไหร่ ก็คงจะไม่เป็นผลเป็นแน่แท้ ในที่สุดพระเจ้าเสือจึงได้ตัดสินพระทัย พระราชทานเรือที่มีประทุนไว้ เพื่อให้พระอาจารย์ได้ใช้สอย ปัจจุบันเรือลำนี้ ก็ยังถูกเก็บเอาไว้ในถ้ำ ของวัดเขาบันไดอิฐที่จังหวัดเพชรบุรีนั่นเอง

 หลักฐานบางแหล่งก็ได้พูดถึงพระเจ้าเสือ ในลักษณะที่เป็นปกติธรรมดา ของพระมหากษัตริย์ทั่วไป โดยเฉพาะในเรื่องที่พระเจ้าเสือเป็นพระมหากษัตริย์ ที่หมั่นทะนุบํารุงพระพุทธศาสนามาก ทั้งการบูรณะวัด ทั้งการสร้างเจดีย์ วิหาร เอาไว้มากมาย ทั้งการปฏิสังขรณ์พระมณฑป ที่ครอบลอยพระพุทธบาทที่สระบุรี

ทั้งการสร้างวิหารพระมงคลบพิตร ที่กรุงศรีอยุธยา และก็สร้างวัดโพทธิ์ประทับช้าง ที่เมืองพิจิตร แล้วก็ยังมีอีกเยอะมากมาย ส่วนในเอกสารคำให้การชาวกรุงเก่า ซึ่งเป็นบันทึก ความทรงจำของเชลย อยุทธยาที่โดนกวาดต้อนไปอังวะ ที่ในคราวเสียกรุงครั้งที่สอง รวมถึงคำให้การของขุนหลวงหาวัด แม้จะมีการบอกว่าพระเจ้าเสือเป็นคนเจ้าชู้ แต่ส่วนใหญ่ก็มักจะให้ภาพพระเจ้าเสือไว้ในทางบวก เช่นบอกว่า พระเจ้าเสือเคยปลอมตัว ไปตรวจตาทุกข์สุขของประชาชน

ทำให้ประชาชนอยู่ร่มเย็นเป็นสุข เป็นต้น และข้อมูลที่ยกมาทั้งหมดนี้ก้เป็นแค่ตัวอย่างส่วนหนึ่ง  ufabet ฝาก-ถอน เอง    ต้องขอบอกว่าเป็นเพียงแค่ส่วนเดียวเท่านั้น ที่เป้นการบันทึกทางประวัติศาสตร์ของพระเจ้าเสือ โดยจะมีการพูดถึงในเรื่องที่ดีและทางด้านที่ร้าย

 เพื่อที่จะให้ทุกท่านนั้นได้เห็น ความหลากหลายทั้งข้อมูล ทางประวัติศาสตร์นะคะ ซึ่งเราขอสรุปสุดท้ายตรงนี้ โดยพระเจ้าเสือทรงพระประชวนขณะเสร็จไปสมโภชพระพุทธบาทที่สระบุรี จากนั้นก็เสร็จกลับมาพัก รักษาพระองค์อยู่ที่กรุงศรีอยุธยา ก่อนที่จะสวรรคต ในพระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์ เมื่อปีพุทธศักราช 2251ขณะพระชนมายุ 47 พรรษา รวมเวลาครองราชย์สมบัติ 5 ปี

วัดพันเตา จังหวัดเชียงใหม่ 

      วัดพันเตา จังหวัดเชียงใหม่  หากนักท่องเที่ยวคนไหนที่มีโอกาสเดินทางไปเที่ยวที่จังหวัดเชียงใหม่เชื่อว่าเมื่อเดินทางไปถึงบริเวณถนนพระปกเกล้าซึ่งอยู่ในเขตพื้นที่ของตำบลพระสิงห์อำเภอเมืองแล้วจะต้องเห็นวัดเก่าแก่เยอะแยะมากมายเต็มไปหมดและวันที่เราจะมาแนะนำเกี่ยวกับเรื่องของประวัติความเป็นมาให้ทราบกัน

ในบทความนี้ก็คือวัดพันเตาซึ่งถือได้ว่าเป็นวัดที่ถูกสร้างขึ้นมาในสมัยโบราณมีความเก่าแก่นอกจากนี้ยังอยู่ใจกลางเมืองของจังหวัดเชียงใหม่เลยก็ว่าได้เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์เพราะเป็นวัดที่มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาอย่างยาวนานนั่นเอง 

         สำหรับประวัติความเป็นมาของวัดพันเตานั้นแต่เดิมตรงบริเวณที่สร้างเป็นวัดพันเตาแห่งนี้ไม่ได้เป็นวัดมาก่อนซึ่งในสมัยอดีตนั้นที่นี่นั้นเคยเป็นสถานที่ที่เป็นเขตสำหรับหล่อพระอัษฎารสและสังฆาวาสของวัดเจดีย์หลวงต่อมาจึงใช้สถานที่แห่งนี้สร้างมาเป็นวัดแล้วมีการตั้งชื่อวัดว่าวัดปันเต้า

ซึ่งเป็นภาษาท้องถิ่นซึ่งความหมายของวัดปันเต้านั่นก็คือถ้าหากใครเดินทางมาทำบุญที่วัดแห่งนี้แม้ทำบุญเพียงแค่น้อยนิดแต่ผลบุญที่ได้รับกลับไปนั้นจะเท่าพันทวีคูณเลยทีเดียวอย่างไรก็ตามเนื่องจากภาษาปันเต้านั้นเป็นภาษาเหนือซึ่งหลายคนที่เดินทางมาเที่ยวอาจจะไม่ใช่คนเหนือโดยตรงจึงมีการเรียกวัดนั้นผิดเพี้ยนไปปัจจุบันจึงได้ไกลเป็นจากวัดปันเต้ามาเป็นวัดพันเตานั่นเอง 

          อย่างไรก็ตามความหมายของชื่อวัดพันเตานั้นก็ยังเป็นความหมายที่แสดงถึงรูปแบบและเอกลักษณ์ของวัดพันเตาเช่นเดียวกันเพราะถึงแม้ที่นี่จะถูกเรียกชื่อเพี้ยนมาเป็นวัดพันเตาแต่ความหมายนั้นก็ใกล้เคียงกับลักษณะของวัดเนื่องจากวัดแห่งนี้นั้นมีเตาหล่อพระพุทธรูปเป็นจำนวนมากเป็นพันเตาเลยทีเดียวดังนั้นจึงสามารถใช้ชื่อคำว่าวัดพันเตาได้เพราะตรงกับลักษณะของวัดโดยที่นี่นั้นถูกใช้เป็นสถานที่สำหรับสร้างหล่อพระพุทธรูปนั้นเอง 

       สำหรับศิลปะการก่อสร้างวัดพันเตานั้นเป็นศิลปะแนวรูปแบบของเชียงแสนสมัยโบราณส่วนใหญ่แล้วตัวอาคารซึ่งอยู่ภายในวัดพันเตานั้นจะสร้างมาจากไม้โดยไม้ที่นำมาสร้างอาคารภายในวัดนั้นคือไม้สักซึ่งถือว่าเป็นไม้ที่มีราคาและเป็นไม้ที่คงทนแม้จะผ่านกาลเวลาไปนานเท่าไรก็ตามนอกจากนี้ลักษณะของการก่อสร้างยังมีความสวยงามเรียกได้ว่าถึงแม้จะผ่านมาหลายร้อยปีแล้วแต่ยังคงความสมบูรณ์และความสวยงามของวิหารและตัวอาคารเอาไว้อย่างโดดเด่นเลยทีเดียว 

         วิหารภายในวัดพันเตาแห่งนี้แต่เดิมนั้นถูกสร้างขึ้นมาสำหรับเอาไว้ให้เป็นสถานที่ให้เจ้าหลวงที่ปกครองจังหวัดเชียงใหม่ได้ประทับอาศัยอยู่ซึ่งแต่เดิมที่นี้จะถูกเรียกว่าหอคำหรือไม่ก็คุ้มหลวงเนื่องจากว่ากษัตริย์ที่เคยอาศัยอยู่ที่วิหารแห่งนี้ได้แก่พระเจ้าหูตาละประเทศนอกจากนี้ยังมีพระเจ้าอินทวิชยานนท์  ภายหลังในกาลต่อมาจึงได้เปลี่ยนคุ้มหลวงแห่งนี้กลายมาเป็นวิหารในปัจจุบันนี้นั่นเอง 

 

สนับสนุนโดย.    ทางเข้า gclub ใหม่

วัดป่าเลไลย์จังหวัดสุพรรณบุรี 

          วัดป่าเลไลย์ เมื่อพูดถึงจังหวัดสุพรรณบุรีและเมื่อพูดถึงศาสนสถานเชื่อว่าหลายคนคงรู้ดีอยู่แล้วว่าศาสนสถานที่ถูกสร้างขึ้นมาที่อยู่คู่บ้านคู่เมืองคู่จังหวัดสุพรรณบุรีมีอายุมาอย่างยาวนานหลายพันปีนั้นคงหนีไม่พ้นวัดที่มีชื่อเสียงโด่งดังวัดหนึ่งซึ่งวัดแห่งนี้มีหลวงพ่อโตประดิษฐานอยู่ด้วย

วัดดังกล่าวนั้นถือได้ว่าเป็นวัดที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากที่สุดของจังหวัดสุพรรณบุรีเลยก็ว่าได้และเชื่อว่าแทบจะไม่มีใครรู้จักวัดแห่งนี้ซึ่งวัดดังกล่าวก็คือวัดป่าเลไลย์นั่นเอง

        อย่างไรก็ตามสำหรับวัดป่าเลไลย์นั้นน่าจะมีอายุตั้งแต่เริ่มสร้างขึ้นมาจนถึงปัจจุบันนี้เกินกว่า 1200 ปีมาแล้วเลยก็ว่าได้วัดแห่งนี้นั้นเป็นวัดที่ประชาชนให้ความเคารพนับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในวัดเป็นอย่างมากและไม่ว่าจะเป็นโบสถ์หรือว่า วิหารหรืออาคารต่างๆที่มีการก่อสร้างภายในพื้นที่ของวัดป่าเรไรนั้นส่วนใหญ่ก็จะมีอายุเก่าแก่หลายร้อยหลายพันปี

        นอกจากนี้ศิลปะของการก่อสร้างนั้นก็ยังเป็นศิลปะของการก่อสร้างในสมัยโบราณซึ่งในยุคปัจจุบันนี้หาชมได้ยากยิ่งเรียกได้ว่าเป็นศิลปะการก่อสร้างที่มีความงดงามเป็นอย่างมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งศิลปะภาพวาดจิตรกรรมฝาผนังซึ่งมีการวาดเอาไว้ในวิหารของหลวงพ่อโต

ซึ่งภายในนั้นเปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชมความงดงามของกิจกรรมฝาผนังด้วยโดยส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการวาดเรื่องราวเกี่ยวกับนิราศเมืองสุพรรณเป็นบทกวีที่ทางสุนทรภู่ได้มีการวรรณกรรมเอาไว้อย่างเช่นเรื่องของขุนช้างขุนแผนจากนี้ยังมีการวาดบ้านเรือนทรงไทยโบราณซึ่งมีความงดงามเป็นอย่างมากเลยทีเดียว 

         ภายในวัดป่าเรไรนอกจากจะมีโบสถ์วิหารที่มีความสวยงามและมีความเก่าแก่แล้วยังมีอาคารต่างๆที่มีการสร้างเอาไว้เพื่อให้บรรดาผู้คนเข้ามาชื่นชมความสวยงามภายในวัดหรือแม้แต่มาทำบุญกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในวัดรวมถึงหากใครต้องการที่จะมาปฏิบัติธรรมก็สามารถเดินทางมาที่วัดป่าเรไรแห่งนี้ได้เช่นเดียวกัน

โดยวัดแห่งนี้อยู่ตรงบริเวณถนนมาลัยแมนซึ่งอยู่ในเขตพื้นที่ของอำเภอเมืองเปิดให้บรรดาผู้คนเข้ามาทำบุญกราบไหว้ขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้ตั้งแต่ 08:00 น เป็นต้นไปและทางวัดจะมีการปิดไม่อนุญาตให้ประชาชนเข้าไปภายในพื้นที่บริเวณวัดตั้งแต่ช่วงเวลา 18:00 น เพื่อที่พระสงฆ์จะได้มีการทำกิจของสงฆ์

        อย่างไรก็ตามชื่อเสียงของวัดป่าเลไลย์นั้นโด่งดังเป็นอย่างมากทั้งในด้านเครื่องของสิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างเช่นหลวงพ่อโตที่ใครเข้าไปกราบไหว้ขอพรก็สมหวังทุกครั้งไปและยังเป็นสถานที่ที่มีชื่อเสียงโด่งดังในวรรณกรรมของสุนทรภู่ในเรื่องของขุนช้างขุนแผนซึ่งทุกวันนี้หลายคนที่มีโอกาสได้ชมละครเรื่องของขุนช้างขุนแผนก็มักจะแวะเวียนมาชมความสวยงามของวัดป่าเรไรๆตามที่เห็นในละครกันนั่นเอง

 

สนับสนุนโดย.    ufabet auto

ประติมากรรมชั้นยอดที่มีชื่อเสียงโด่งดังระดับโลก 

       ประติมากรรมชั้นยอด สำหรับใครที่ชื่นชอบผลงานด้านศิลปะย่อมรู้ดีว่าผลงานศิลปะนั้นบางชิ้นนั้นมีชื่อเสียงโด่งดังระดับโลกดังนั้นวันนี้เราจะมาพูดถึงประติมากรรมชั้นยอดที่หลายคนนั้นพูดถึงและยังคงคุณค่าให้มีการพูดถึงมาจนถึงปัจจุบันนี้ สำหรับผลงานที่มีการนำมากล่าวในบทความนี้จะเป็นผลงานที่ศิลปินที่มีชื่อเสียงโด่งดังระดับโลกได้มีการรังสรรค์ผลงานเอาไว้ในสมัยที่พวกเขานั้นยังคงเริ่มเข้ามาคลุกคลีกับวงการศิลปะและประติมากรรมต่างๆด้วยผลงานที่เรานำมาพูดถึงนั้นมีทั้งหมด 2 ผลงานด้วยกันนั่นก็คือ 

Ecstasy of Saint teresa of inertia 

          สำหรับผลงานชิ้นนี้ถูกสร้างขึ้นเมื่อปี 1652 ตั้งอยู่ที่โบสถ์ซานตามาเรียเวลาวิคตอเรีย เดอราวิตอเรีย กรุงโรมประเทศอิตาลีถือเป็นประติมากรรมชิ้นเอกของ จิอันโด เซนโซ่แบดินี่ ผู้ที่มีชื่อเสียงในกรุงโรมเมื่อประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 17 ปฏิมากรรมชิ้นนี้ถูกสร้างขึ้นมาจากเรื่องราวของแม่ชีผู้หนึ่งที่ได้ทำการบันทึกเรื่องราวทางศาสนาที่เธอได้ทำการปฏิรูป แต่เธอกลับถูกกล่าวหาว่าเป็นอันตรายต่อความมั่นคงแห่งชาติ 

       จนกระทั่งปี 1622 สมเด็จพระสันตะปาปาเกรกอรี ที่ 15 จึงได้ประกาศรับรองอย่างเป็นทางการให้เธอได้เป็นนักบุญหลังจากที่เธอเสียชีวิตไปแล้วถึง 40 ปีและนั่นก็เป็นแรงบันดาลใจในการสร้างผลงานชิ้นนี้ของโรเซนโซ่ โดยเขาได้จากองค์ประกอบให้งานแกะสลักนี้มีท่าทางคล้ายกับการแสดงละครเต็มไปด้วยอารมณ์และความรู้สึกที่ถูกส่งผ่านออกมาถือเป็นผลงานที่ยากต่อการนำมาลอกเลียนแบบขึ้นใหม่สำหรับปฏิมากรคนอื่นๆในเวลาต่อมา 

     PIETA 

       สำหรับผลงานชิ้นนี้เป็นงานประติมากรรมสลักสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยา ในปี 2499 ถูกสร้างขึ้นโดยมี เกลันเจโลบูโอนาร์โรตีหรือไมเคิลแองเจโลนั่นเองตั้งอยู่ในมหาวิหารนักบุญเปโตรที่นครรัฐวาติกันประเทศอิตาลีเป็นงานประติมากรรมที่ถูกทำขึ้นจากหินอ่อนคาราด้าที่แสดงให้เห็นถึงภาพกองพระแม่มารีกำลังอุ้มร่างของพระเยซูคริสต์บทบาทของตนเองหลังจากที่เขาโดนตรึงไม้กางเขนแล้วซึ่งในระหว่างที่ปั้นอยู่นั้นเอง 

       ผลงานชิ้นนี้ Michael angelo  ได้ออกแบบให้พระแม่มารียังเป็นเพียงหญิงสาวที่มีลูกชายในวัยเพียงแค่ 33 ปีเท่านั้นเพื่อที่จะแสดงออกให้เห็นถึงสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์ผ่านพระแม่มารีที่ยังคงความเยาว์วัยเป็นสาวบริสุทธิ์เอาไว้นะเป็นเรื่องใหม่ในงานประติมากรรมของอิตาลีที่นำเอาแนวความคิดนี้ใส่ลงไปในรูปปั้นจนได้รับการยกย่องว่าเป็นงานชิ้นสำคัญที่คงความสมดุลระหว่างอุดมคติของความงามในสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาและทำชาตินิยมในยุคสมัยนั้นเลยทีเดียว 

 

สนับสนุนโดย.    ufabet สมัครสมาชิก

ประวัติความร่ำรวยของโซโลม่อน กษัตริย์ของอิสราเอล 

 

      เรื่องราวของกษัตริย์ซาโลมอนซึ่งเป็นกษัตริย์ที่มีอายุมากกว่า 30 ปีที่ว่ากันว่าพระองค์นั้นเป็นทั้งบุคคลที่มีความเฉลียวฉลาด โซโลม่อน กษัตริย์ของอิสราเอล และยังเป็นบุคคลที่มีความร่ำรวยที่สุดในโลกอีกด้วยซึ่งวันนี้เราจะมาพูดถึงประวัติความร่ำรวยของกษัตริย์ซาโลมอนกันว่าเขามีความร่ำรวยอย่างไรบ้างและมีหลักฐานอะไรที่แสดงให้เห็นว่าในสมัยที่เขาครองบันลังอยู่นั้น เขาร่ำรวยจริง 

        โซโลม่อนได้มีการสั่งให้สร้างวิหารขนาดใหญ่เพื่อบูชาพระผู้เป็นเจ้าวิหารแห่งแรกใช้เวลาสร้างเพียง 4 ปีก็สามารถเนรมิตอาคารขนาดใหญ่ที่ทำจากหินนำมาเรียงต่อกันสูง 228 เมตรโครงหลังคาทำจากไม้ตกแต่งด้วยทองคำหรูหรามีรูปปั้นเทวดาและ Shopping วิหารแห่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงการแสดงความจงรักภักดีและนับถือพระผู้เป็นเจ้าเป็นอย่างมากเพราะไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะสร้างวิหารขนาดใหญ่ให้แล้วเสร็จได้ในเวลาอันรวดเร็ว

       วิหารนี้ตั้งตระหง่านต่อมาอีก 400 ปีก่อนที่จะถูกชาวบาบิโลเนียทำลายลงในเวลาต่อมานักโบราณคดีสามารถยืนยันถึงตำแหน่งที่ตั้งที่ชัดเจนได้ในกรุงเยรูซาเล็มในยุคปัจจุบันนอกจากนี้ยังมีการสร้างวิหารแห่งที่ 2 เป็นศูนย์รวมจิตใจขึ้นมากมายแต่เรา 516 ปีก่อนคริสตกาลและถูกทำลายลงอีกเช่นกันในอีก 500 ปีต่อมาด้วยเหตุผลด้านความเชื่อทางศาสนาและการแย่งชิงดินแดนที่เป็นฐานที่มั่นแห่งความศรัทธาที่แตกต่างกัน 

     โซโลม่อนผู้นำที่ร่ำรวยที่สุดในโลกนอกจากจะเป็นที่ร่ำลือเรื่องความฉลาดแล้วโซโลม่อนยังเป็นกษัตริย์ที่รวยที่สุดในยุคนั้นอิสราเอลทำการค้าและสร้างความสัมพันธ์ทางการทูตกับอาณาจักรใกล้เคียงมีบันทึกว่าสมควรได้รับรองทำเป็นเครื่องบรรณาการจำนวนมากตลอดเวลาที่ครองราชย์ซึ่งรวมถึงของมีค่าจากราชินีแห่งชิบะ

ที่เชื่อกันว่าเป็นเจ้าหญิงจากอาณาจักรโบราณของดินแดนอาหรับซึ่งก็คือชาวเยเมนในปัจจุบันโดเรม่อนครอบครองรถม้า 1400 คันม้า 12000 ตัวโล่ทองคำ 500 อันอาศัยอยู่ในพระราชวังหรูหราขนาดใหญ่บัลลังก์และข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันล้วนทำจากทองคำ

        นอกจากนี้สิ่งที่ล้ำค่าที่สุดในยุคของโซโลม่อนคือหีบแห่งพันธสัญญาอีกมุมโดยทองคำด้านนอกด้านในบรรจุแผ่นศิลาจารึกบัญญัติ 10 ประการที่โมเสสได้มาหลังเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าบนเขาชีไนส์ ขณะพาชาวอิสราเอลอพยพจากอียิปต์ข้ามทะเลมายังดินแดนคานาอันสร้างอาณาจักรอิสราเอลซึ่งกษัตริย์เดวิด

และโซโลม่อนเป็นผู้สืบทอดและเก็บรักษาเห็ดนี้เอาไว้โดยมีการระบุว่าสถานที่ที่เก็บรักษาเห็ดแห่งพันธสัญญานี้ก็คือวิหารที่จะร่วมสร้างขึ้นนั้นเองแต่ปัจจุบันห*บแห่งพันธสัญญานี้ได้หายสาบสูญไป 

 

สนับสนุนโดย.    ufabet

ประวัติของรพินทรนาถ ฐากูร  

       รพินทรนาถ ฐากูร  เชื่อว่าหากใครที่ศึกษาเกี่ยวกับบุคคลสำคัญของโลก หรือบุคคลสำคัญของอินเดีย ย่อมต้องเคยได้ยินชื่อเสียงนี้กันมาบ้าง นั่นก็คือ  รพินทรนาถ ฐากูรนั่นเอง   ซึ่งประวัติความเป็นมาของ รพินทรนาถ ฐากูร นั้นมีประวัติที่เก่าแก่ และและเป็นประวัติที่สร้างชื่อเสียงกลายเป็นเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก

        สำหรับผู้คนส่วนใหญ่ที่รู้จัก รพินทรนาถ ฐากูร นั้นส่วนมากรู้จักในฐานะนักคิด  นักศิลปิน  นักปรัชญา  นักกวีและนักเขียน   เขากำเนิดขึ้นในแคว้นเบงกอลเมืองกาตาร์ประเทศอินเดีย  โดย รพินทรนาถ ฐากูร นั้นเขาเกิดในวรรณะพราหมณ์  ซึ่งวันที่เขาเกิดนั้นตรงกับวันที่ 7 เดือนพฤษภาคม ปี ค.ศ 1861 และ รพินทรนาถ ฐากูร  ถือเป็นต้นแบบแห่งกวีที่ผลงานของเขาเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลกทั้งในแง่ของเนื้อหาลึกซึ้งว่าด้วยชีวิตและภาษาอังกฤษงามสละสลวย

       รพินทรนาถ ฐากูร ได้รับรางวัล ต่างต่างมากมาย  อย่างเช่น รางวัล โนเบล  

ซึ่งสาขาที่เขาได้รับนั้นก็คือ สาขาวรรณกรรม  โดยได้รับในช่วงในปีคริสต์ศักราช 1993 จากกวีนิพนธ์เรื่องคีตาญชลี  ซึ่งเราอาจจะสามารถนับได้ว่า รพินทรนาถ ฐากูร    นั้นเขาเป็นชาวเอเชียคนแรกที่ได้รับรางวัลนี้และถือว่าเป็นผู้มีบทบาทสำคัญที่ทำให้ชาวตะวันตกหันกลับมาสนใจในภูมิปัญญาของชาวชมพูทวีปผลงานของ รพินทรนาถ ฐากูร นั้นควรค่าแก่การเป็นมรดกทางวัฒนธรรม เลยทีเดียว 

         สำหรับผลงานของเขาครอบคลุมพื้นที่ในหลายสาขาวรรณกรรม เรียกได้ว่าเยอแยะมากมายเต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็นร้อยกรอง  หรือแม้แต่ บทรัก  รวมถึง กวีนิพนธ์   และยังมีนวนิยาย  นอกจากนี้ยังมี เรื่องสั้น และ   อัตชีวประวัติบทวิจารณ์รวมทั้งงานศิลปะและบทประพันธ์เพลง อีกด้วย 

  สำหรับตัวอย่างผลงานที่มีชื่อเสียงของเขา  อย่างเช่น งานเขียนเรื่องสาธนาบทกวีนิพนธ์หิ่งห้อย    บทกวีจันทร์เสี้ยว     บทละครเรื่องจิตรา     เรื่องสั้นราชากับปราณี    เรื่องสั้นนายไปรษณีย์รวมถึงเพลงชาติอินเดีย   เป็นต้น 

       นอกจากนี้ รพินทรนาถ ฐากูร  ยังเล็งเห็นถึงความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องของการเรียนเป็นอย่างมาก เรียกได้ว่าเป็นบุคคลอันดับต้นต้นที่เห็นถึงความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องของการเรียน การศึกษาเป็นอย่างยิ่ง  โดยเขาก่อตั้งโรงเรียนศานตินิเกตันซึ่งเน้นบรรยากาศครูให้ความรักความอบอุ่นแก่เด็กนักเรียน เปรียบเสมือนกับที่บิดาให้ความรักกับบุตร ของตัวเอง

และดำเนินโรงเรียนมีการสอนถึงปีที่ 21 โรงเรียนศานตินิเกตันก็ได้รับการยกฐานะเป็นมหาวิทยาลัยโดยใช้ชื่อว่าวิศวภัณฑ์หรือหมายถึงสถานอันเป็นแหล่งพักพิง

       สำหรับในช่วงบั้นปลายชีวิต รพินทรนาถ ฐากูรยังร่วมกิจกรรมทางการเมืองด้วย  โดยกิจกรรมที่เขาเข้าร่วมก็คือ การร่วมต่อต้านการปกครองของรัฐบาลจักรวรรดินิยมอังกฤษและรณรงค์เพื่อความเป็นเอกราชของประเทศอินเดียอีกด้วย 

 

 

สนับสนุนโดย.  gclubฟรี500

ประวัติของว่าว เกิดขึ้นมากกว่า 3 พันปี

       ประวัติของว่าว  เชื่อว่าหลายคนคงรู้จักว่าวและเคยเล่นว่าวกันมาบ้างแล้วซึ่งอันที่จริงแล้วว่านั้นมีประวัติเป็นมาอย่างยาวนานโดยอันที่จริงเราไม่สามารถบอกได้ว่าจุดกำเนิดของว่าแท้ที่จริงแล้วนั้นมาจากไหนแต่ก็ว่ากันว่าจุดกำเนิดของว่าวนั้นเกิดขึ้นมากกว่า 3 พันปีก่อนแล้วซึ่งครั้งแรกที่มีจุดกำเนิดของว่าวนั้นเกิดมาจากการที่กองทัพของประเทศจีนนั้น

ต้องการที่จะมีการติดต่อสื่อสารกันถึงสร้างเราขึ้นมาเพื่อเป็นอาวุธลับในกองทัพและเพื่อใช้ในสนามรบทำจากไม้มีน้ำหนักเบาต้านทานลมได้ดีใช้สำหรับส่งจดหมายวัดระยะทางดูทิศทางลมและส่งสัญญาณสื่อสารกันในระยะไกลก่อนที่จะพัฒนามาใช้เพื่อการละเล่นสนุกสนานโดยโครงของว่าวทำจากไม้ไผ่และใช้กระดาษมาเป็นตัวตกแต่ง

     สำหรับเรื่องราวของประวัติขอว่าวนั้นมีการถูกค้นพบจากบันทึกซึ่งมีการบันทึกเอาไว้โดยบุคคลที่มีการบันทึกเอาไว้ก็คือนายพล  หาน ซิ่น

ซึ่งเป็นพลทหารที่อยู่ในช่วงของราชวงศ์ฮั่นนั่นเอง  ตามบันทึกมีการระบุว่านายพลท่านนี้ได้มีการใช้ว่าวส่งเข้าไปในเขตของพื้นที่ของข้าศึกโดยต้องการที่อยากจะรู้ว่าพวกเขานั้นจะต้องมีการขุดอุโมงค์ไปกันในขนาดยาวมากแค่ไหนและลึกมากเพียงใดถึงจะสามารถเข้าไปยังในเขตพื้นที่ของศัตรูได้

         ดังนั้นจึงใช้ว่าวเป็นตัววัดระยะทางนั้นเองอย่างไรก็ตามต่อมาการใช้ว่าวนั้นก็เริ่มมีการแพร่หลายมากยิ่งขึ้นไม่ว่าจะเผยแพร่ไปยังประเทศอินเดียหรือแม้แต่เกาหลีรวมถึงประเทศไทยก็ตามซึ่งแต่ละประเทศนั้นก็จะมีการใช้งานและวัฒนธรรมรวมถึงประเพณีการเล่นว่าวที่แตกต่างกันออกไป 

        สำหรับตามประวัติการใช้งานว่าวของประเทศเกาหลีนี้มีการระบุว่าในช่วงสมัยสงครามของเกาหลีในราชวงศ์ชินลานั้นก็เคยมีการใช้ว่าวนั้นช่วยในการกอบกู้ขวัญกำลังใจให้กับทหารเช่นเดียวกันโดยว่ากันว่าในช่วงเวลานั้นเกิดการกบฏหัวรุนแรงขึ้นและจะต้องมีการนำทหารออกไปรบทัพจับศึกแต่ปรากฏว่าในระหว่างที่ทหารนั้นกำลังพากันเดินทางออกไปยังการทำสงครามปรากฏว่าบนท้องฟ้าเกิดปรากฏการณ์ดาวตกทำให้ทหารเกิดขวัญกำลังใจเสีย

       ดังนั้นนายพล คิมยูซินจึงได้ตัดสินใจใช้กลยุทธ์นำเข้าลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าแล้วจุดไฟเพื่อเป็นการหลอกให้ทหารเหล่านั้นเชื่อได้ว่าดาวที่ตกลงมานั้นได้ 100 กับขึ้นท้องฟ้าแล้วเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้กับทหารและเหตุการณ์ในครั้งนั้นก็สามารถทำให้ปราบกบฏได้เป็นผลสำเร็จนั่นเอง 

  ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ว่าวนั้น ไม่ได้มีความสำคัญเฉพาะเพียงแค่เป็นของเล่นเพียงเท่านั้น เพราะในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ว่าวสามารถสร้างคุณประโยชน์ในกองทัพในหลายประเทศได้มากมาย

 

สนับสนุนโดย.  สมัคร Gclub

ผลงานด้านศิลปะที่นำเลโก้มาต่อให้ใหญ่ที่สุดในโลก 

 

หอยคอยเลโก้ ใหญ่ที่สุดในโลก 

      สำหรับหอคอยโลโก้ที่มีการต่อออกมา และต่อได้ที่สูงที่สุดในโลก   เจ้าของสถิติที่สร้างหอคอยที่สูงที่สุดในโลกนี้สร้างขึ้นเมื่อปลายปี 2560 ที่ผ่านมานี้เองอยู่ที่เมืองเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอล เอาไข่นี้สูงประมาณ 118 ฟุตหรือ 36 เมตรซึ่งสามารถทำลายสถิติเดิมของหอคอย Lego ที่เมืองมิลานอิตาลีลงได้หอคอย Lego นี้ประกอบไปด้วยตัวต่อมากกว่า 500 ตัวสีสันสดใส

ที่รับบริจาคมาจากชาวเมืองโดยที่มาหรือแรงบันดาลใจในการทำสถิติโลกในครั้งนี้มาจากเด็กชายวัย 8 ขวบชื่อ Over ชัยยะป่วยเป็นมะเร็งและเสียชีวิตลงเมื่อปี 2557 โดยคุณครูของเด็กชายต้องการจะสร้างหอคอยเพื่อเป็นที่ระลึกให้กับเด็กน้อยที่ชอบต่อเลโก้เล่นในระหว่างที่เข้าพักรักษาตัวจากการเจ็บป่วย 

     เครื่องบินจำลองใหญ่ที่สุดในโลก 

    ตัวต่อเลโก้ชิ้นนี้หลายคนคงคุ้นหน้าคุ้นตากันไม่น้อยเพราะว่ามันคือ airstream Fighter Jet อากาศยานที่ปรากฏอยู่ในสตาร์วอร์หนังสายฟ้าชื่อดังและมีการนำมาทำเป็นเครื่องบินจำลองหรือ Lego model ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของนักต่อเลโก้เป็นอย่างมาก ขณะเดียวกันบริษัทเลโก้ก็ได้ต่อเลโก้ออกมาเป็น x wing Fight jet ที่ว่ากันว่ามีขนาดเท่ากับที่ได้ระบุไว้ในหนัง

และกลายเป็นเลโก้โมเดลที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกใช่ Lego กว่า 5 ล้าน 3 แสนชิ้นน้ำหนัก สี่หมื่นหกพันปอนด์ หรือ กว่า 20 ตันใหญ่จนถึงขนาดที่ว่าหากเราจินตนาการว่าตัวเองเป็นลุคสกายวอล์คเกอร์ ก็จะสามารถเข้าไปนั่งภายในเครื่องบินจำลองนี้ได้ 

       โลกไซไฟในจินตนาการ

     ผลงานเลโก้ระดับมาสเตอร์พีซนี้เป็นของ ดอยล์  ศิลปินชาวอเมริกันที่ตั้งใจจะใช้เลโก้ประมาณ 2แสน ชิ้นสร้างเป็นผลงานที่มีขนาดความสูง 5 ฟุตกว้าง 6 ฟุต โดยชิ้นงานที่ดอยส์นำออกมาเผยแพร่ให้สาธารณชนได้เห็นนั้นเป็นโลกในจินตนาการที่ถูกขนานนามว่าโอฬารมีเมืองหลวงชื่อว่าไคร์อึน  เป็นชิ้นงานแนวไซไฟนิยายวิทยาศาสตร์   โดยดอยล์ นำเสนอโครงการนี้ผ่าน Kick Starter ด้วยการขายรูปประกอบและโมเดลเล็กๆจำลองส่วนของชิ้นงานขนาดใหญ่เพื่อระดมทุนมาใช้ในการสร้างสรรค์ผลงาน  โดยตั้งใจจะทำงานออกมาเป็นซีรีย์

       เมื่อปี 2556 ดอยล์ ระบุว่างานมีความคืบหน้าไปแล้วประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์และต้องใช้เวลาในการทำงานประมาณ 600 ชั่วโมงจนถึงปี 2561 แล้วก็ยังไม่ปรากฏว่าผลงานของดอยล์แล้วเสร็จแล้วจริงหรือไม่หรือยังคงเป็นเพียงโครงการที่ถูกทิ้งร้างไป ดอยล์  เคยมีผลงานที่สร้างชื่อเสียงเป็นบ้านทรงวิคตอเรียที่ถูกทำลายด้วยความโดดเด่นของสีทั้งหมดของเลโก้ที่ใช้และความสร้างสรรค์จากจินตนาการทำให้ผลงานของดอยล์ดูแตกต่างของชิ้นงานที่สร้างขึ้นจากเลโก้ทั่วๆไปที่มันจะมีสีสันที่สดใส 

 

สนับสนุนโดย.  ufabet ทางเข้าเล่น