ชีวิตของเด็กสถาปัตย์

ชีวิตของเด็กสถาปัตย์  การเรียนในแต่ละสาขาวิชานั้นมีความยากง่ายแตกต่างกันไป แต่โดยส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเลือกเรียนสายไหนหรือสาขาใดก็มักจะมีสิ่งที่ต้องเรียนรู้และเป็นสิ่งที่เริ่มต้นด้วยความยากเสมอ โดยเฉพาะการเรียนสถาปัตย์นั้นก็เป็นอีกหนึ่งสาขาการเรียนรู้ที่มีความยากในตัวของมันเองและด้วยความที่สถปัตย์นั้นเป็นสิ่งที่มีการเรียนรู้ในหลากหลายแขนง ไม่ว่าจะเป็น วิทยาศาสตร์ ศิลปะ ทั้งสองอย่างคือสิ่งที่เลือกปรุเพื่อเป็นส่วนผสมที่ทำให้สถาปัตย์มีความลงตัวได้นั่นเอง

และยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่เด็กหรือคนที่เรียนสถาปัตย์นั้นต้องเจอและเตรียมใจไว้เลยก็คือ การเรียนค่อนข้างหนัก งานหนักแทบไม่ได้หลับได้นอนเลยทีเดียวและหลายๆคนหรือรุ่นพี่ก็มักจะกล่าวไว้ว่าการเรียนสถาปัตย์นั้นเป็นสิ่งที่ต้องใช้พลังงานในการเรียนรู้ที่เหนือมนุษย์เลยก็ว่าได้

สิ่งที่อยากจะย้ำสำหรับคนที่เรียนหรือต้องใช้ชีวิตเป็นเด็กสถาปัตย์นั้นก็คืองานนหนัก เป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ โดยการสัมภาษย์ก่อนเข้าเรียนสาขาหรือคณะเกี่ยวกับสถาปัตย์นั้นคำถามอย่างว่า อดนอนเก่งไหม นอนน้อยไหวหรอ จะเป็นคำถามที่ผู้สอบเข้าสาขาคณะสถาปัตย์จะได้ได้พบเจออย่างแน่นอน และคำตอบสำหรับผู้สอบหลายๆคนนั้นก็มักจะตอบด้วยความทั่นใจว่า สามารถที่จะทำได้นเรื่องของการอดหลับอดนอน

แน่นอนว่าเมื่อเวลาผ่านไป โดยเฉพาะในช่วงปีสามของการเรียนมหาลัยในคณะสถาปัตย์นั้นบอกเลยว่าเป็นช่วงที่โหดร้ายที่สุดเพราะในช่วงนั้นนอกจากจะต้องเรียนรู้ในภาคทฤษฎีต่างๆแล้ว สถาปัตย์จะเน้นไปทางปฏิบัติการทำงานอย่างจริงจังด้วย เพราะเมื่อขึ้นปีสี่ของการเรียนนั้นจะต้องมีการฝึกงานแลทำโปรเจ็คเพื่อเป็นสิ่งการันตรีว่าออกไปพร้อมที่จะทำงานได้เลยนั่นเอง

สำหรับการออนอนนั้นผู้ที่ต้องการจะศึกษาในคณะหรือวิชาสถปัตย์ต้องแยกให้ออกก่อนว่าเราสามารถที่ตะอดหลับอดนอนในลักษณะใด เพราะการอดนอนในการทำกิจกรรมต่างๆนั้นไม่เหมือนกันนั่นเอง การอดหลับอดนอนสำหรับคนที่เรียนคณะสถาปัตย์นั้นจะต้องอดหลับอดนอนเพื่อตำชิ้นงานหรือทำงานเพื่อให้งานนั้นสามารถสำเร็จลุล่วงได้ในเวลาที่กำหนด

แต่หลายๆคนอาจจะสับสน่าการอดหลับอดนอนในการเรียนหรือทำงานด้านสถาปัตย์นั้นเหมือนกับการที่เราอดหลับอดนอนในการเล่นเกมส์หรือไปเที่ยวเล่น ซึ่งแน่นอนว่าการใช้พลังงานในการทำกิจกรรมนั้นแตกต่างกันออกไปโดยสิ้นเชิง

หลายคนก็อาจจะคิดว่าถึงานในการเรียนรู้หรือการทำกิจกรรมในคณะสถาปัตย์นั้นต่อให้หนักแค่ไหนก็ไม่น่าจะเกินความสามารถของคนเรา ซึ่งแน่นอนว่าไม่เกินถ้าหากคนคนนั้นมีความอดทนมากพ่อนั่นเอง ดังนั้นแล้วการเรียนสถาปัตย์ไม่ใช่สิ่งที่ง่ายเลย เพราะนอกจากจะต้องเรียนรู้ในเรื่องทฤษฎี

การทำงานจริงไม่ว่าจะเป็นการออกแบบในเชิงวิทยาศาสตร์หรือในเชิงศิลปะ ก็เป็นสิ่งที่ผู้เรียนนั้นล้วนจะต้องลงมือปฏิบัติอย่างจริงจังเพื่อที่ทำให้สามารถทำงานได้อย่างดีในอนาคต 

 

ขอขอบคุณผู้ที่ให้การสนับสนุนโดย   เซ็กซี่เกม บาคาร่า

The Last Supper หนึ่งในงานศิลป์ที่มีชื่อเสียงของ เลโอดาร์โน ดา วินชี

งานศิลป์ที่มีชื่อเสียง  ของ เลโอดาร์โน ดา วินชี

งานศิลป์ที่มีชื่อเสียง เลโอนาร์โด ดา วินชี เป็นศิลปินชาวอิตาลี ที่มีความเป็นอัจฉริยะรอบด้าน มีความรู้ ความเข้าใจ ทั้งในด้านการสร้างผลงานสไตล์แบบเรอเนซองส์ เป็นนักเล่นดนตรี  นักคิดค้น วิศวกร นักปั้น นักเรขาคณิต นักวาดรูป เรียกได้ว่าเป็นบุคคลที่หายากมากๆ เพราะอัจฉริยะเกินมนุษย์ทั่วไป

พ่อของเขา มีชื่อ แซร์ ปีเอโร ดา วินชี เป็นบุคลากรที่ทำงานด้านการรับประกันเอกสารของเมือง มีแม่ชื่อ คาตารีนา ทำอาชีพเกษตรกร  หนึ่งในงานศิลป์ที่มีชื่อเสียงของ เลโอนาร์โด ดา วินชี และเป็นที่รู้จักกันดี คือภาพวาดที่มีชื่อว่า The Last Supper 

ภาพนี้วาดขึ้นตามเรื่องตามราวในตำราไบเบิ้ล ถ่ายทอดเรื่องราวระหว่างการรับประทานอาหารมื้อเย็นของพระเยซูคริสต์กับเหล่าสาวกในห้องข้างบน ซึ่งอาหารมื้อนี้เป็นมื้อสุดท้าย ก่อนจะทรงโดนจับไปตรึงกางเขน เลโอนาร์โด ดา วินชี นั้นใช้เวลาวาดรูปของนี้นานมากถึง 4 ปี โดภาพวาดนี้ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนที่ได้เพราะว่าถูกวาดไว้บนผนังในคฤหาสน์ของผู้มีพระคุณที่เลี้ยงเขามา The Last Supper เป็นภาพวาดที่ยอดเยี่ยมทางงานศิลปะ ด้านงานจิตรกรรมที่สำคัญและมีชื่อเสียงทั่วทั้งโลก ที่สำคัญยังคงอยู่ให้เห็นได้ในปัจจุบัน 

ใครๆ ก็ว่าผลงานนี้ช่างยิ่งใหญ่ งดงาม และใช้เวลานานมากในการวาดให้เสร็จ  แต่จะมีใครรู้บ้างว่า ผลงานที่มีชื่อว่า The Last Supper นั้นก็มีความบกพร่องที่หลบอยู่ ถึงแม้ดูเหมือนจะเป็นผลจากชั้นยอดที่บรรจงและตั้งใจทำขึ้นมาอย่างมีสไตล์ แต่ว่าก็มีนักวิชาการด้านศิลป์ได้มองเห็นถึงความผิดพลาดจำนวนมากบนผลงานชิ้นยอดเยี่ยมนี้ของ เลโอนาร์โด ดา วินชี 

โดยจุดที่บกพร่องก็คือ ช่วงเวลาและเนื้อหาของภาพที่ถูกระบุไว้ ตามหนังสือได้บันทึกไว้ว่า เวลานั้นเป็นเวลาช่วงค่ำ แต่ทำไม เลโอนาร์โด ดาวินชี ถึงวาดท้องฟ้าให้สว่างไสวกัน ซึ่งก็มีผู้คนที่แสดงความคิดเห็นออกมาจำนวนมากโดยเหตุผลที่มีความเป็นไปได้ คือ สีของท้องฟ้าที่สว่างสไวนั้น อาจเป็นการแสดงถึงความศักดิ์สิทธิ์ก็เป็นได้ จุดบกพร่องต่อมาที่เห็น คือ โต๊ะ และอาหาร ถูกวาดเป็นสไตล์ยุโรป เพราะในยุคพระเยซูคริสต์นั้น อิสราเอลตกอยู่ภายใต้การครอบครองของอาณาจักรโรมัน  

นอกจากผลงานชิ้นนี้แล้ว เขายังมีผลงานที่โด่งดังมากๆ อีกหนึ่งผลงาน ซึ่งคาดว่าทุกคนน่าจะรู้จักกันดี ผลงานนี้มีชื่อว่า โมนา ลิซ่า (Mona Lisa) ภาพวาดผู้หญิงที่ชวนสงสับกับรอยยิ้มปริศนา สุดท้ายแล้ว เลโอนาร์โด ดา วินชี นั้นก็เสียชีวิตลงอย่างสงบด้วยวัย 67 ปี

 

 

ขอขอบคุณ  เว็บบาคาร่าฝากถอนไม่มีขั้นต่ำ  ที่ให้การสนับสนุน

ประวัติศาสตร์เกาหลีในช่วงที่เป็นยุคเผา  ยุคพระมหากษัตริย์ในตำนาน

   ประวัติศาสตร์เกาหลี    สำหรับประเทศเกาหลีนั้นเป็นประเทศที่มีความเป็นมาอย่างยาวนานหลายพันปีซึ่งเป็นประเทศที่มีผู้คนจากหลากหลายเชื้อชาติมารวมตัวกันตั้งเป็นอาณาจักรแรกๆขึ้นมาหลังจากนั้นอาณาจักรนี้ก็ถูกทางด้านจีนเข้ามาปกครองและพวกเขาก็ต่อสู้กับจีนจนได้เป็นเอกราชเส้นวันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องของประวัติปากของเกาหลีในยุคแต่ละยุคกันว่าแต่ละยุคนั้นมีลักษณะความเป็นมาอย่างไรบ้าง

       สำหรับในยุคแรกนั้นเราเรียกยุคนี้ว่ายุคเผ่าเนื่องจากว่ามีคนหลายเผ่าพันธุ์มารวมตัวกันอยู่ในยุคนี้เป็นยุคเริ่มต้นของการสร้างราชอาณาจักรเกาหลีขึ้นมา  โดยมีข้อมูลว่ากันไว้ว่าเขาแรกที่เกิดขึ้นในยุคนี้นั่นก็คือเผ่าโชซอนโบราณซึ่งเป็นยุคที่มีการเลื่อนอำนาจเป็นอย่างมากเป็นยุคที่เกิดขึ้นช่วงในระหว่างปีพุทธศักราช 143 ถึง 243

โดยเผานี้จะมีการตั้งรกรากอยู่ทางแถบภาคเหนือในยุคนี้ยังมีอีกหลายเผ่าเช่นเผ่าพูยอ และยังมีเผ่าโกคูรยอ    รวมถึงเผ่าโอ๊คจอ   และยังมีอีกหลายเผ่าซึ่งแต่ละเผ่านั้นส่วนใหญ่แล้วก็จะตั้งอยู่ตามบริเวณแม่น้ำต่างๆเพื่อให้สะดวกต่อการอยู่อาศัยและในสมัยโบราณยังได้มีการพูดถึงเกี่ยวกับเรื่องของพระมหากษัตริย์ซึ่งมีตำนานเล่าขานต่อๆกันมาเกี่ยวกับเรื่องของการกำเนิดของพระมหากษัตริย์ในช่วงสมัยโบราณนั้นว่าเกิดขึ้นได้อย่างไรโดยมีการเล่าขานกันว่าในช่วงแรกนั้นเจ้าชาย ฮวางวุง ซึ่งเขาเป็นลูกของเทพเจ้าที่อยู่บนสวรรค์โดยเจ้าชายนั้นได้เสด็จลงมายังโลกมนุษย์

เพื่อที่จะมาสร้างบ้านเมืองโดยพระองค์ได้เสด็จมาอยู่ตรงบริเวณที่ภูเขาแตแบกซาน และเมื่อพระองค์ลงมาพระองค์ก็ได้มาพบรักกับหญิงสาวคนหนึ่งหญิงสาวคนดังกล่าวนั้นมีชาติกำเนิดมาจากหมีและพระองค์ได้ทำการแต่งงานกับหญิงสาวคนดังกล่าวหลังจากนั้นพระองค์ก็ได้มีโอรสขึ้นมาที่ชื่อว่ากันกุลและนี่เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของการก่อตั้งอาณาจักรของเกาหลีขึ้นมาซึ่งอาณาจักรแรกที่มีการพูดถึงนั่นก็คืออาณาจักรโชซอนโบราณนั่นเองโดยมีข้อมูลระบุเอาไว้ว่าอาณาจักรโซซอนนี้ได้มีการกำเนิดขึ้นมาในช่วงประมาณปี 1790  

ซึ่งเป็นช่วงก่อนพุทธศักราชอีกและยังมีการระบุได้ว่าในยุคนี้เป็นยุคที่เกาหลีนั้นตกเป็นเมืองขึ้นของประเทศจีนซึ่งจักรพรรดิของจีนที่เข้ามาครอบครองอาณาจักรโชซอนนั่นก็คือองค์จักรพรรดิฮั่นอู่ตี้   โดยนิสัยใหม่นั้นจักรพรรดิอันโหดที่ได้แบ่งการปกครองออกเป็นทั้งหมด 4 มณฑลด้วยกันแต่ที่องค์จักรพรรดิอันหูที่ดูแลมากที่สุดก็คืออาณาจักร นังนัง

เท่านั้นส่วนอาณาจักรอื่นพระองค์ไม่ค่อยสนใจมากนัก จนในที่สุดอาณาจักรทั้งหลายก็แยกตัวออกไปและไปรวมตัวกันมาเป็นชนเผ่าโคกูรยอหลังจากนั้นชนเผ่านี้เองที่มีการขับไล่องค์จักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ ของจีนออกไปได้เป็นผลสำเร็จและนี่เองที่ทำให้ปัจจุบันนั้นเราจะเห็นได้ว่าไม่ว่าจะเป็นด้านศาสนาหรือแม้แต่ตัวหนังสือของประเทศเกาหลีนั้นจะมีลักษณะคล้ายๆกับของประเทศจีนเนื่องจากว่าได้รับอิทธิพลมาช่วงสมัยที่ตกเป็นเมืองขึ้นนั่นเอง

 

สนับสนุนโดย  เปิดบัญชีคาสิโนขั้นต่ำ100

การนำศิลปะมาผสมผสานร่วมกับอาหาร

ศิลปะมาผสมผสานร่วมกับอาหาร อาหารเป็นสิ่งที่เรานั้นคุ้นเคยเป็นอย่าวดีเพราะเป็นสิ่งที่คนเรานั้นจะต้องรับประทานในทุกวัน ทำให้อาหารเป็นสิ่งที่เรานั้นรู้สึกว่ามีความจำเจเพราะอาหารไม่ว่าจะเป็นอาหารอะไร เมนูใดเมื่อเวลาผ่านไปเมื่อเรามีการระบประทานในทุกๆวันแล้วนั้นเราก็อาจะเกิดความเบื่อหน่ายได้ ถึงแม้ว่ารสชาติอาหารนั้นจะมีรสชาติที่อร่อยมากแค่ไหนก็ตามแต่ด้วยหน้าตาของอาหารนั้นมีความจำเจและน่าเบื่อ

ทำให้ผู้ทำอาหารส่วนใหญ่เข้าใจถึงความเบื่อหน่ายเหล่านี้ของผู้กินจึงติ้งมีการสร้างสรรค์อาหารเพื่อให้เกิดความน่าสนใจ ดดยในปัจจุบันหน้าตาของอาหารมีส่วนในการที่จะทำให้ผู้กินนั้นเลือกที่จะกินมากกว่ารสชาติของอาหารนั่นเอง จึงได้มีการคิดค้นและนำศิลปะต่างๆมาใช้ร่วมกับในการทำอาหาร เพื่อให้เกิดความแปลกใหม่ สร้างสรรค์ สวยงามและทำให้รู้สึกไม่น่าเบื่อ

การแกะสลัก ถือเป้นศิลปะอย่างหนึ่งและก็เป็นงานฝีมือด้วยเพราะจะต้องใช้ทั้งจินตนาการในการทำเพื่อให้ได้รูปร่างที่ออกมาตามที่เรานั้นต้องการ ดยการแกะสลักเพื่อตกแต่งอาหารนั้นสามารถทำได้ทั้งการใช้ผักผลไม้มาแกะสลักและนำไปตกแต่บนหน้าอาหารหรือจะเป็นการแกะสลักทั้งหมดเพื่อโชว์ความสวยงามของอาหารก็ได้ โดยการสร้างสร้างโดยการแกะสลักนั้นจะต้องใช้ผู้ที่มีความชำนาญการและมีการฝึกฝนในการแกะสลักมาเป็นอย่างดี ดังนั้นการจะนำความเป็นศิลปะในการสร้างสรรค์งานฝีมืออย่างแกะสลักนั้นมาผสมผสานร่วมกับอาหารถือว่าเป็นสิ่งที่ได้รับการยอมรับและเป็นสิ่งที่สวยงามสร้างความแปลกใหม่ในอาหารได้อย่างดีด้วย

กาตกแต่งอาหารด้วยจินตนาการต่างๆ ในปัจจุบันที่เห็นสิ่งที่นิยมนำมาตกแต่งให้เกิดความสร้างสรรค์นั่นก็คือทุกสิ่งที่เราสามารถกินได้ ไม่ว่าจะเป็นผักผลไม้เครื่องปรุง เครื่องเทศก็สามารถที่จะนำมาสร้างสรรค์โดยการตกแต่งลงบนหน้าของอาหารได้ ยกตัวอย่างเช่น การตกแต่งหน้าข้าวกล่องที่มีการนำสิ่งที่กินได้ ไม่ว่าจะเป็นสาหร่าย ไข่ งาขาว งาดำ ลูกเกิด แตงโมและอื่นๆอีกมากมายมาตกแต่งให้เป็นรูปร่างบ้านหน้าข้าวกล่องเพื่อให้เกิดความน่ารับประทานมากขึ้น

การตกแต่งในบักษณะนี้นั้นได้รับความสนใจจากเด็กๆอย่างมากด้วยและก็เป็นที่สนใจสำหรับผ้ใหญ่ด้วยเช่นกัน ดดยการตกตแงนั้นก็สามารถตกแต่งได้ออกเป็นหน้าต่างมากมายตามจิตนการของแต่ละคน และในบางครั้งกาตกแต่งหน้าข้าวกล่องนั้นก็นิยมนำมาเป็นกิจกรรมสำหรับเด็กๆด้วยเพราะเป็นสิ่งที่จะสามารถสร้างสรรค์ผลงานและจินตนาการด้านศิลปะได้อย่างดีเลยทีเดียว

ศิลปะการปั้นเพื่อการตกแต่ง ถือว่าเป็นที่นิยมมากในการสร้างสรรค์ลงบนจานอาหารเพราการตกแต่งในลักษณะอื่นๆเป็รพัยงการตกแต่งในรูปแบบสองมิติเท่านั้นแต่การปั้นเพื่อตกแต่งนั้นเป็นการสร้างสรรค์ผลงานในลักษณะสามมิติขึ้นมานั่นเองเพื่อให้อาหารจานนั้นดูมีความสวยงามและสิ่งที่มารปั่นเพื่อตกแต่งนั้นยังเป็นสิ่งที่รู้สึกเสมือนจริงอีกด้วย งานปั้นถือว่ายังคงเป็นสิ่งที่มีการนำมาผสมผสานให้เข้ากับอาหารจานโปรดอยู่เสมอ

 

สนับสนุนโดย  sexybaccarat

กำเนิด Olympus โดย Yoshihisa Maitani

กำเนิด Olympus  นักออกแบบกล้องถ่ายรูปชื่อดังซึ่งคนนี้นั้นเป็นคนเอเชียเป็นคนในวงการกล้องถ่ายรูปที่มีชื่อเสียงอย่างมากในรอบ 40ปีที่ผ่านมาละคนนั้นก็คือ Yoshihisa Maitani เขานั้นได้เกิดที่เมือง คากาวา ในปี1933โดยเป็นช่วงที่ญี่ปุ่นนั้นเป็นยุคที่ค่อนข้างมีความรุ่งเรืองและครอบครัวของเขานั้นก็เป็นครอบครัวที่ค่อนข้างจะมีฐานะและพ่อขิงเขานั้นชอบเล่นกล้องสิ่งนี้นั้นเลยเป็นสิ่งที่ทำให้เขาได้มีการคลุกคลีอยู่กับกลไกลที่เกี่ยวกับกล้องต่างๆ

และมีความชอบอย่างมากและจนกระทั้งเขานั้นรู้สึกรักและชอบที่จะประดิษฐ์ของเหล่านี้และในวัย10ของเขานั้น เขาสามารถที่จะประดิษฐ์กล้องที่เป็นของตัวเองขึ้นมาได้โดยเป็นกล้องตระกูล Brownie และเมื่อวลาผ่านไปจนเขานั้นอายุ16ปีเขานั้นได้จดสิทธิบัตรที่เป็นของตนเองมากถึง 4 ฉบับเลยทีเดียวซึ่งสิทธิบัตรนั้นเป็นสิทธิบัตรที่เกี่ยวกับกลไกลต่างๆของกล้องนั่นเอง

ด้วยความชอบจึงได้มีการสอบเข้ามหาลัยวาเซดะ ณ.กรุงโตเกียวที่มีชื่อเสียงในด้านวิศวะกรรมเครื่องกลและในช่วงมหาลัยนั้นเข้าได้เป็นเจ้าของกล้อง Leica iiiF ซึ่งเทคโนโลยีLeaicaในสมัยนั้นถือว่าเป็นเทคโนโลยีของกล้องฟิล์มที่ถือว่ามีเทคโนโลยีที่ล้ำหน้ากว่ากล้องฟิล์มอื่นๆที่สุดแล้วและเขานั้นได้สัมผัสกบการออกแบบที่มีความยอดเยี่ยม กลไกลของกล้องที่ยอดเยี่ยมและรสนิยมที่ดีอย่างมากของการใช้กล้องฟิล์มและนี่ก็คือพื้นฐานหลักๆที่ทำให้เขานั้นสามารถที่จะออกแบบกล้องในอนาคตและก้าวแรกที่ทำให้เขานั้นเข้าสู่วงการการออกแบบกล้องเมื่อ Eiichi Sakurai คนนี้นั้นเป็นนักออกแบบคนหนึ่งที่อยู่ใน Olympus

โดยคนนี้นั้นถือว่าเป็นคนที่ออกแบบกล้องตัวแรกของ Olympus เลยเมื่อเขาได้เห็นสิทธิบัติของ Yoshihisa Maitani นั้นเขารู้สึดทึ่งกับสิ่งที่ Yoshihisa Maitani คิดมากและเขาได้มีการเสนองานให้กับ Yoshihisa Maitani และเขาก็ได้ตัดสินใจในการเข้าไปทำงานที่บริษัท Olympus เลยนั่นเองเพียงวัย 23 ปีเท่านั้น

ในช่วงสองปีแรกที่ Yoshihisa Maitani ได้เข้าไปทำงานนั้นโดยไม่ได้เป็นการทำงานสะทีเดียวแต่เป็นเหมือนการเข้าไปเรียนรู้งานและเรียนรู้ตำแหน่งที่ตัวเองนั้นจะต้องทำและรับผิดชอบ และหลังจากสองปีก่อนที่เขานั้นจะมีโอกาสได้เริ่มต้นในการทำโปรเจกต์ที่สำคัญ ซึ่งเป็นโปรเจกต์ที่ชื่อว่า Mission Impossible เป็นโปรเจกต์ที่ Yoshihisa Maitani ได้เข้าสู่การออกแบบกล้องที่แท้จริงและได้ใช้งานในสิ่งที่เขานั้นได้เรียนรู้

และสั่งสมมาจริงๆ โดย Yoshihisa Maitani นั้นได้ตั้งโจทย์ให้กับตัวเองในการผลิตกล้องว่า เขานั้นจะต้องผลิตกล้องที่มีขนาดเล็กกว่ากล้องที่ Olympus แคยได้ผลิตออกมาและฟีลลิ่งในการใช้งานที่คล้ายคลึงกับ Leica และสามารถช่วยในเรื่องการประหยัดฟิล์มด้วยและ Yoshihisa Maitani นั้นได้ค่อยๆแก้ไขปัญหาทีละขั้นทีละตอนจนเขานั้น

ได้ตัวแบบในการสร้างกล้องแบบ Hafe Frame ขึ้นมาเป็นกล้องที่ช่วยให้สามารถประฟิล์มในการถ่ายได้ถึง1เท่าโดยสามารถถ่ายถึง 72 รูปเลยทีเดียวจนในที่สุดก็สามารถสร้างตัวต้นแบบออกมาได้โดยชื่อว่า Olympus Pen และสามารถผลิตกล้องตัวนี้ได้ในราคา 6,000 เยนและได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงนั้นรวมถึงในปัจจุบันกล้องรุ่นนี้ก็ยังคงเป็นที่นิยมในหมู่คนเล่นกล้องฟิล์มด้วย

 

สนับสนุนโดย  gclub

ความสำคัญของงานอาร์ตในประเทศไทย

ความสำคัญของงานอาร์ต ศิลปะในประเทศไทยในปัจจุบันถือว่าเป็นสิ่งที่ค่อนข้างได้รับควมนิยมจากผู้ชมหรือผู้ที่ชื่นชอบในงานศิลปะน้อยมาก เพราะเนื่องจากประเทศไทยนั้นไม่ได้มีการปลูกฝังในเรื่องศิลปะหรือการสนับสนุนในด้านศิลปะมากเท่าที่ควรจึงทำให้ความสำคัญทางด้านศิลปะนั้นลดลงและค่อยๆหายไปจากคนไทยนั่นเอง 

เพราะขาดทั้งการปลูกฝ่งและแรงสนับสนุนทางด้านศิลปะนั่นเอง ดังนั้นแล้วถ้าหากต้องการให้ประเทศไทยนั้นสามารถขึ้นชื่อในเรื่องสิลปะอื่นๆได้นอกจากศิลปะความเป็นไทยการสนับสนุนเป็นแรงขับเคลื่ในงานศิลปะเป็นหลักเลยก็ว่าได้ แม้แต่ศิลปะความเป็นไทยในปัจจุบันนั้นก็ถือว่าได้รับความนิยมน้อยลงจากอดีตมากเช่นกัน

ศิลปะลดลงเพราะคนส่วนใหญ่หันไปสนใจทางด้านอื่นมากขึ้น โลกที่หมุนไปและมีเข้ามาของเทคโนโลยีที่มากขึ้นทำให้คนไทยหันไปสนใจในด้านเทคโนโลยีและมีการพัฒนาในเรื่องเทคโนโลยีมากกว่าการสร้างสรรค์ผลงานสิลปะนั่นเองและถือว่าเป็นปัจจัยการเปลี่ยนแปลในงานศิลปะอย่างมากด้วยเพราะเมื่อศิลปะถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีศิลปะจึ้งเป็นสิ่งที่ถูกลืมและค่อยๆเลือนหายไปอย่างช้าๆ

ศิลปะไม่สามารถที่จะสร้างรายได้ให้เราได้อีกต่อไป เพราะไม่มีคนชมและเสพงานศิลปะ ถึงมีนั้นก้มีเพียงคนกลุ่มเล้กเท่านั้นไม่สามารถที่จะสร้างรายได้จำนวนมหาศาลให้กับศิลปินที่มีจำนวนมากได้ทำให้ศิลปินหลายๆคนที่ไม่สามารถทนกับความเป็นอยู่และสภาพที่ได้รายได้บ้างและไม่ได้รายได้บ้างได้อีกต่อไปทำให้ศิลปินนั้นหางานที่ไม่มช่งานศิลปะทำเพื่อความอยู่รอดและมีการกลับมาทำงานศิลปะเพียงบางครั้งบางคราวเท่านั้น

ขาดแรงสนับสนุนศิลปะจึงไม่สามารถไปต่อได้ ศิลปินที่มีการสร้างสรรค์งานศิลปะในประเทศไทยในปัจจุบันพวกเขาส่วนใหญ่นั้นได้รับแรงสนับสนุนจากครอบครัวและผู้ที่สนใจในงานศิลปะเท่านั้น ทำให้ในบางครั้งการที่มีความคิดสร้างสรรค์ที่เป็นงานที่อาจจะต้องใช้งบหรือเงินำนวนมากในการสร้างสรรค์ผลงานก้ไม่สามารถที่จะดำเนินการได้เนื่องจากขาดแรงในการสนับสนุนที่จะทำให้เกิดผลงานขึ้นนั่นเอง

ขาดผู้ที่มีความรู้อย่างจริงจังศิลปะจึงเป็นสิ่งที่รู้สึกยากและเข้าถึงยากขึ้น ในยุคท่ศิลปะเป็นสิ่งที่เจริญรุงเรื่องมากในประเทศไทยนั้นทำให้คนสาวนมใหญ่ให้ความสำคัญกับงานศิลปะและจึงมีการเรียนรู้ทางด้านศิลปะอย่างจริงจังแต่เมื่อวันเวลาผ่านไปนั้นศิลปะเป็นที่ต้องการน้อยลงทำให้ผู้ที่จะเข้าใจในศิลปะและสามารถที่จะถ่ายทอดงานศิลปะจากรุ่นสู่รุ่นออกมาได้จำนวนน้อยลงนั่นเองจึงทำให้คนไทยนั้นขาดความรู้ความเข้าใจในงานศิลปะและมองว่าศิลปะนั้นเป็นสิ่งที่เข้าใจและเข้าถึงยาก

เราไทยส่วนใหญ่มีความเข้าใจในศิลปะน้อยลงเนื่องจากขาดผู้มีประสบการณ์ในการถ่ายทอดและสร้างความเข้าใจทำให้การชมและการเสพศิลปะในประเทศไทยนั้นมีจำนวนน้อยและคาดว่าถ้าหากในอนาคตยังไม่มีการปลุกฝังหรือสร้างความเข้าใจในงานศิลปะนั้นความเป็นศิลปะต่างๆก็จะค่อยๆเลือกหายไปจากคนไทยนั่นเอง

 

ขอขอบคุณ  สมัคร gclub ไม่มีขั้นต่ำ  ที่ให้การสนับสนุน

Eye Target หนึ่งในเทคนิคถ่ายภาพ Portrait ให้ชัด

หนึ่งในเทคนิคถ่ายภาพ Portrait มาต่อจากตอนที่แล้ว ว่าด้วยเรื่องของเสน่ห์ของการถ่าย Portrait คือดวงตา ดังนั้นควรใช้ทุกวิถีทางทำให้ดวงตานั้นชัดที่สุดในภาพ และได้บอกไว้ว่ามีทั้งหมดสามหัวข้อด้วยกัน

หัวข้อแรกก็ได้บอกไปแล้วว่าเป็นเรื่องของเทคโนโลยีระดับสูงที่ยังมีการพัฒนาต่อยอดขึ้นเรื่อยๆ เรียกได้ว่าใครที่ซื้อกล้องในยุคนี้เป็นต้นไป จะได้ฟังค์ชั่นโฟกัสจับดวงตาทุกรุ่นทุกยี่ห้อไปแล้วล่ะ ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่ไม่ต้องกังวนมากสำหรับการถ่าย Portrait ในยุคปัจจุบัน

แต่เมื่อลองย้อนกับไปสักนิด ถ้าตัวผมคิดว่าน่าจะช่วง สามสี่ปีที่แล้ว ตอนที่ฟังค์ชั่นจับดวงตายังไม่มีในกล้องทุกๆรุ่น มีแต่อยู่ในกล้องของ Sony ที่เรียกได้ว่ามาปฏิวัติวงการเลยทีเดียว ผมก็ไม่แน่ใจนะว่าเมื่อไหร่ที่มันเปลี่ยนไปขนาดนี้ รู้แต่ว่าก่อนหน้านั้น กล้องไม่ว่าจะรุ่นเจ๋งรุ่นแพงขนาดไหน ก็ยังไม่มีฟังค์ชั่นนี้แน่นอน ทำให้ผมต้องพูดให้ฟังว่า สำหรับผู้ที่ไม่ได้มีฟังค์ชั่นจับดวงตาอยู่ในกล้องนั้น เข้าใช้วิธีไหนกันในการทำให้ดวงตาชัด คำตอบง่ายมากเลย เพราะมันมีคำตอบเดียว นั้นก็คือ ต้องใช้ระบบ Focus Area แบบเลือกจุดเอง แบบเล็กสุด แล้วก็ต้องเลือกจุดไปให้ตรงกับตานางแบบมากที่สุด นั้นแหละ

มีเพียงวิธีนี้จริงๆ ที่จะได้ดวงตาที่ชัดที่สุด จะเห็นได้ว่าการใช้เวลาในการเลือกดวงตาให้ชัดนั้น ใช้เวลาเยอะกว่ากล้องยุคใหม่มากๆ นั้นอาจจะเป็นเหตุให้หลายๆคนต้องยอมออกกล้องรุ่นใหม่ๆแล้วในยุคนี้ ถ้าไม่นับเรื่องเวลาที่เสียไป ก็ต้องบอกเลยว่า ผลลัพท์ใกล้เคียงกันมากกับสองระบบที่กล่าวมา ได้ดวงตาที่ชัดใช้ได้เลยล่ะ

สุดท้ายเป็นวิธีฮาร์ดคอที่สุดแล้ว สำหรับผู้ที่ใช้กล้องระบบเลนส์มือหมุน ต้องขอเกรินก่อนเลยว่า การที่คนเล่นเลนส์มือหมุนนั้นเข้าต้องเสียฟังค์ชั่นหลายอย่างมากๆในกล้องไป เพื่อแลกกับคาแรคเตอร์เลนส์ที่อยากได้ ภาพที่เขาต่างหลงไหลนั้นเอง ซึ่งแน่นอนล่ะ สิ่งที่หายไปทั้งหมดคือ ระบบโฟกัสแบบออโต้ ไม่ว่าจะส่วนไหนก็ตาม

ต้องให้มีจับดวงตาหรือเลือกจุดเองก็จะไม่ได้ใช้ แต่ตัวกล้องเองนั้นก็คิดมาอย่างดีแล้วล่ะ สำหรับจุดนี้ ก็คือฟังค์ชั่นต่างๆที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อคนใช้เลนส์มือหมุน จะมีสองฟังค์ชั่นนั้นคือ ระบบ พีคโฟกัส และระบบซูม การที่เราหมุนโฟกัสเองเราต้องใช้ พีคโฟกัสเข้าช่วยเพื่อให้จุดที่โฟกัสเข้านั้นมีสีๆให้ตาเราเห็นได้ และถ้าตัวแบบไม่ได้อยู่ใกล้ๆก็ต้องใช้ระบบ ดิจิตอลซูมเข้าไปเพื่อดูพีคโฟกัสใกล้ๆ ยิ่งเห็นสีๆที่ขอบดวงตาเลยยิ่งดี แต่ถ้าเป็นกล้องระบบเก่าก็หมดสิทธิ์นะจ๊ะ

 

 

สนับสนุนโดย  Gclub ฝากขั้นต่ํา 100

ใช้ซิลิก้าเจลกับกระเป๋ากล้อง หนึ่งในเรื่องเข้าใจผิดเกี่ยวกับกล้อง

ซิลิก้าเจลกับกระเป๋ากล้อง  นี่คือนวัตกรรมที่มีมาอย่างยาวนั้น ตั้งแต่ยังก็ได้รู้จักกับเจ้า ซิลิก้าเจล ไม่ว่าจะเป็นขนมหรือของเล่นต่างๆก็มีการใส่ซองที่มีซิลิก้าเจลนี้อยู่ เรียกได้ว่าเกือบทุกอย่าง เพราะมันคือสารดูดความชื้อ ทำให้ของที่อยู่ร่วมกับซิลิก้าเจลในที่ปิดนั้น ไม่ได้รับความชื้นนั่นเอง แล้วเจ้าซิลิก้าเจลนี้ในยุคแรกๆที่มีการใส่มา ทำให้ต้องมีการเตือนผู้ซื้อของอยู่ตลอดว่า ห้ามแกะซ่องให้ขาด หรือเหล่าเด็กที่นึกว่ามันเป็นของกิน อีกทั้งถ้าเป็นแบบซองใสๆ

ก็จะเห็นสีสันของมัน ซึ่งก็มีหลายแบบมากๆ บางสีสันก็ชวนให้เหล่าเด็กๆอยากแกะมาเล่นซะเหลือเกิน โดยที่เจ้านี้มีอันตรายทั้งกับภายในร่างกายถ้ากินเข้าไป และอันตรายกับผิวหนังถ้าสัมผัสมันนานๆด้วยเช่นกัน ถึงมันจะมีฤทธิ์ต่อผิวหนังน้อยก็เถอะ ดังนั้นแหละมันก็เป็นสารอันตรายชนิดหนึ่งนั้นเอง แต่สมัยนี้ก็เรียกได้ว่ารู้จักกันทุกคนแล้วล่ะ เพราะมันมีใส่ในทุกอย่างจริงๆ

เจ้าซิลิก้าเจลนี้ ได้นิยมมากๆให้วงการกล้อง เพราะมันคือสิ่งที่จะทำให้กล้องของเรานั้นปลอดภัยจากเหล่าความชื้นต่างๆได้ ความชื้นกับอุปกรณ์กล้องถือเป็นศัตรูกันโดยธรรมชาติ ทั้งแบบกล้องฟิล์มระบบกลไกล้วน ก็มีเรื่องของเหล่าน้ำมันต่างๆ และตัวบอดี้ที่มีทั้งหนังและโลหะ ที่ไวต่อความชื้นมากๆ และกล้องดิจิตอล ก็ยิ่งแล้วใหญ่เพราะมีส่วนของแผงวงจรต่างๆ

ที่เป็นอะไรที่ห้ามมีความชื้นเยอะ และพวกน้ำก็ห้ามสัมผัสด้วยเช่นกัน แล้วที่อันตรายต่อความชื้นที่สุดในทั้งหมดทั้งมวลก็ต้อง เจ้าเลนส์นี่แหละ ที่ถ้าชื้นแล้วมีราขึ้น หรือว่าเกิดฝ้า ที่ทำให้ภาพมัว เลนส์ก็จะค่อยๆเสียคุณภาพไปในที่สุด ดังนั้นแล้ว มันจึงถูกใช้ในวงการกล้องอยู่สม่ำเสมอ แล้วจะบอกด้วยว่า ซิลิก้าเจลที่ใช้กับวงการกล้องนั้นเป็นแบบมีคุณภาพดีเสียด้วย แต่ทว่า เจ้าซิลิก้าเจลนั้นมีขั้นตอนการใช้งานมันอยู่นะ ไม่ใช่ว่าใช้ยังไงก็ได้ เจ้านี่ต้องอยู่ในที่ปิดเท่านั้น ไม่ใช่ที่มีอากาศถ่ายเท เพราะว่ามันจะปรับอากาศตรงนั้นให้ไม่มีความชื้นยังไงล่ะ

แล้วจะไปปรับพื้นที่เปิดได้ยังไงกัน พวกกระเป๋ากล้างที่ใส่ๆกัน ถ้าเกิดเป็นแบบเปิดละก็ เรียกว่าไม่ได้ช่วยอะไรกล้องและเลนส์เลย ถึงแม้เป็นกระเป๋ากล้องแบบมีซิปปิดก็ต้องเป็นผิดแบบกันน้ำกันอากาศด้วย ไม่เช่นนั้นอากาศก็ถ่ายเทกันอยู่ดี แล้วเหล่าพ่อค้าก็ขายกันจังเลย

ปกติแล้วเข้าใช้โยนไว้ในตู้เก็บกล้อง หรือกล่องที่ใช้เก็บกล้องเท่านั้น ส่วนการนำออกไปข้างนอกนั้นช่วยได้ยาก กลับมาก็เพียงแค่รีบเอาใส่ตู้หรือกล่องก็พอ

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  บาคาร่าออนไลน์

ศิลปะบำบัด

ศิลปะบำบัด บางทีการมีสภาวะที่ติดขัดหรือไม่สมดุลเมื่อเรารู้ตัวแล้วนั้น คำถามต่อไปคือเราจะสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างไรและอะไรเป็นสิ่งที่จะช่วยให้เราเติบโตอยู่ในสภาวะที่ดีขึ้น

และเราสามารถขอความช่วยเหลือจากใครได้หรือไม่ กระบวนการศิลปะที่ใช้ในการบำบัดบัดนั้น มองได้ว่าเป็นทางเลือกสำหรับกลุ่มบุคคลที่สนใจในเรื่องการการสร้างสรรค์ การจิตนาการ การลงมือทำ ให้เกิดชิ้นงานศิลปะขึ้นมาและมีผลงานชิ้นนี้นั้นเป็นตัวกลางในการทำความเข้าใจในสภาวะนั้นๆ เพื่อที่จะเข้าใจและสามารถนำไปสู่การตระหนักและรู้บางสิ่งบ่างอย่างนั่นเอง

มีการเริ่มต้นจากการพุดคุยก่อนว่าวันนี้เป็นอย่างไรบ้างและมีเรื่องอะไรที่อยากจะแชร์ในวันนี้ไหม หรือบางคนก็อาจจะเข้ามาด้วยการที่เค้ารู้ตัวแล้วว่าอยากจะทำเรื่องอะไรและก็จะไปที่การสร้างผลงานขึ้นมาไม่ว่าจะเป็นการวาดภาพ การปั้น การใช้ทราย หรือกระบวนการของการเคลื่อนไหวของร่างกายเพื่อที่จะสำรวจความรู้สึก และเมื่อมีชิ้นงานเกิดขึ้นก็จะมีการคุยผ่านภาพผ่านผลงานของคนเหล้านั้น ดูว่าเกิดอะไรขึ้นและเรานั้นเห็นอะไรจากผลงานและสามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้บ้าง 

บางคนก็คิดว่าตัวเองเป็นโรคซึมเศร้าและมีการไปตรวจกับหมอแต่ผลออกมาว่าไม่ได้เป็นโรคซึมเศร้าและสิ่งเหล่านี้นั้นอาจจะเกิดจากความเครียดในการทำงานหรือเกิดจากความตาดหวังในตัวเองที่สูงเกินไปและมีการศึกษาและทำความเข้าใจว่าศาสตร์นี้นั้นสามารถรักษาอาการเหล่านี้ได้หรือไม่ โดยจะช่วยให้มีกิจกรรมยามว่างในวันเสาร์ อาทิตย์ สามารถทำให้ลดความเครียดลงได้ไหม และเมื่อมีการใช้ศิลปะในการบำบัดนั้น การวาดรูปการลองทำศิลปะต่างๆในเบื้อต้นนั้นจะช่วยให้เราเหมือนกลับไปเป็นเด็กอีกรอบเพราะกิจกรรมที่ทำส่วนใหญ่นั้นไม่ได้เน้นการวาดรูปที่สวยงามแต่เป็นการวาดรูปเพื่อคุยกับตัวเองนั่นเอง

โดยกระบวนการทางศิลปะแบบนี้นั้นไม่ได้เป็นกระบวนการศิลปะเพื่อความสวยงาม แต่สิ่งสำคัญในการใช้ศิลปะบำบัดนั้นก็คือการที่ทำให้เรานั้นได้ทำความรู้จักตัวเองมากขึ้นและกับสิ่งที่เรานั้นกำลังเผชิญอยู่ตรงหน้า และถือว่าศิลปะบำบัดนี้เป็นประโยชน์มากสำหรับบางคนที่เค้าอาจจะพูดความรู้สึกของตัวเองไม่เก่งหรือไม่สามารถถ่ายทอดออกมาให้คนอื่นรับรู้ได้ เนื้อหาหรือข้อความที่แท้จริงก็อยู่ตรงนั้นเพราะฉะนั้นสิ่งที่เราจะโฟกัสมากกว่าก็จะเป็นชิ้นงานที่ถูกสร้างสรรค์และจินตนาการออกมานั่นเอง

อานุภาพของการที่เราทำอะไรนั้นโดยที่เราไม่ต้องมีการคิดหรือวิเคราะห์ก่อนโดยผ่านงานศิลปะนี้จะทำให้เราเห็นเลยว่าตัวเรานั้นตัวตนข้างในนั้นเป็นอย่างไรและจะช่วยทำให้เราเข้าใจตัวเองมากขึ้นและสามารถทำให้เราบาลานซ์ได้ระหว่างเรื่องไหนควรใช้ความรู้สึกและเรื่องไหนควรใช้ตรรกะนั่นเอง

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  สมัครคาสิโนออนไลน์ไม่มีขั้นต่ำ

หนึ่งในเทคนิคการถ่ายรูปกับกระจกให้น่าสนใจ

เทคนิคการถ่ายรูปกับกระจก ภาพหน้าสะท้อนกระจกแตก หนึ่งในเทคนิคการถ่ายรูปกับกระจกให้น่าสนใจ

เทคนิคนี้เป็นเทคนิคระดับที่ต้องทำอะไรให้เสียของกันเลยทีเดียว นั้นก็คือการที่เราต้องทำกระจกให้แตก นอกจากคุณจะมีโอกาสได้กระจกแตกโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ ก็อย่าเพิ่งทิ้งละ แล้วเก็บเอาไว้ใช้ในกรณีนี้ได้ ซึ่งก็ขอเตือนหน่อยแหละว่า เทคนิคนี้ ควรจะระวังเรื่องเศษแก้วเป็นพิเศษเลยนะ เพราะเศษแก้วนี้มันอาจจะทำให้เรามองไม่เห็น แล้วแอบบาดมือเราตอนที่พยายามที่จะเคลื่อนที่มันก็เป็นได้ เพราะฉะนั้นแล้ว

เทคนิคนี้ถือเป็นเทคนิคที่ต้องระมัดระวังหน่อยล่ะ อย่าได้ประมาทมันเด็ดขาด เดี๋ยวจะเสียเลือดเสียเนื้อกันโดยปล่าวประโยชน์ เทคนิคนี้เราจะเห็นได้บ่อยๆกับโปสเตอร์หนังซะมากกว่านะ เพราะว่ามันเป็นการนำเสนอความรุนแรงในภาพโดยผ่านเทคนิคแก้วแตกนี้ ความรุนแรงที่ว่าจะมีแบบไหนก็ได้ แบบฆาตกรรม แบบโกรธ แบบการไล่ล่า เป็นไปได้ทุกอย่าง แต่ที่นิยมที่สุดคงเป็นแบบหนังฆาตกรโรคจิตแหละ โดยการทำรูปเหยื่อแบบว่า กำลังตกใจ อะไรประมาณนี้ แล้วมันได้ผล ภาพสื่อให้รู้สึกอัตรายและการไล่ล่าฆ่ากัน แล้วก็ต้องถึงฆาตในที่สุด

เริ่มจากการหากระจกที่ไม่ใช้แล้ว มาทำให้แตกได้เลย แต่ระวังด้วยล่ะ อย่าให้ชิ้นมันละเอียดเกินไป เดี๋ยวจะไม่มีชิ้นใหญ่พอที่จะสะท้อนตัวแบบได้พอ ต่อมาก็นำกระจกที่แตกนี้มาจัดเรียงให้ทั่วๆ หรือไม่ก็ถ้ามันแตกแต่ไม่กระจัดกระจายออกจากกัน ก็สามารถเอามาใช้ได้เลย แต่การจัดเรียงใหม่กับการใช้จากที่แตกเลยนั้น จะได้ภาพไม่เหมือนกันนะ

เพราะฉะนั้นก็ต้องดูว่าเราชอบแบบไหนกันด้วยล่ะ จัดเรียงก็ควรจัดให้ทั่วๆ แล้วก็ขยายวงกว้างเต็มกรอบที่เราจะถ่ายสักหน่อยนะ อย่าให้ดูขาดๆเหลือๆพื้นที่ เพราะเราจะให้กระจกที่แตกนั้นเป็นทั้งฉากและตัวแบบไปในตัวด้วย ต่อมาก็ตัวแบบมาอยู่ให้พอดีสะท้อนกระจกได้เลย โดยการทำสีหน้าท่าทางให้สอดคล้องกับกระจกที่แตก เป็นโจทย์ที่เหมาะกัน ไม่ใช่ถ่ายกับกระจกแตกแต่ทำหน้าตาร่าเริง ก็จะประหลาดไปหน่อยนะ แต่แน่นอนว่าถ้าจัดเรียกกระจกที่พื้น ก็จะทำให้ตัวแบบเองต้องเอนหน้าให้สะท้อนพอดีด้วย

ไม่ใช่ตรงๆเป็นแบบมุมงัดก็จะไม่สวย แล้วก็อย่างที่บอกไป ระวังเศษกระจกด้วยเพราะอาจจะมีเศษอื่นๆใกล้กระจกที่เราจัดเรียงแล้วบาดมือตัวแบบเข้าให้ สุดท้ายก็เช่นเดิม ตากล้องก็ต้องก้มถ่ายเฉียงๆโดยไม่ให้ติดตัวเอง ตรงจุดนี้ต้องระวังเรื่องการจัดกรอบภาพหน่อย อย่าเจาะเกินไป และอย่าไกลเกินไป มันจะมีระยะพอดีกับเศษและตัวแบบที่พอเหมาะ

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  เว็บพนันบอลฝากขั้นต่ำ 100