ประวัติศาสตร์เกาหลีในช่วงที่เป็นยุคเผา  ยุคพระมหากษัตริย์ในตำนาน

       สำหรับประเทศเกาหลีนั้นเป็นประเทศที่มีความเป็นมาอย่างยาวนานหลายพันปีซึ่งเป็นประเทศที่มีผู้คนจากหลากหลายเชื้อชาติมารวมตัวกันตั้งเป็นอาณาจักรแรกๆขึ้นมาหลังจากนั้นอาณาจักรนี้ก็ถูกทางด้านจีนเข้ามาปกครองและพวกเขาก็ต่อสู้กับจีนจนได้เป็นเอกราชเส้นวันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องของประวัติปากของเกาหลีในยุคแต่ละยุคกันว่าแต่ละยุคนั้นมีลักษณะความเป็นมาอย่างไรบ้าง

       สำหรับในยุคแรกนั้นเราเรียกยุคนี้ว่ายุคเผ่าเนื่องจากว่ามีคนหลายเผ่าพันธุ์มารวมตัวกันอยู่ในยุคนี้เป็นยุคเริ่มต้นของการสร้างราชอาณาจักรเกาหลีขึ้นมา  โดยมีข้อมูลว่ากันไว้ว่าเขาแรกที่เกิดขึ้นในยุคนี้นั่นก็คือเผ่าโชซอนโบราณซึ่งเป็นยุคที่มีการเลื่อนอำนาจเป็นอย่างมากเป็นยุคที่เกิดขึ้นช่วงในระหว่างปีพุทธศักราช 143 ถึง 243

โดยเผานี้จะมีการตั้งรกรากอยู่ทางแถบภาคเหนือในยุคนี้ยังมีอีกหลายเผ่าเช่นเผ่าพูยอ และยังมีเผ่าโกคูรยอ    รวมถึงเผ่าโอ๊คจอ   และยังมีอีกหลายเผ่าซึ่งแต่ละเผ่านั้นส่วนใหญ่แล้วก็จะตั้งอยู่ตามบริเวณแม่น้ำต่างๆเพื่อให้สะดวกต่อการอยู่อาศัยและในสมัยโบราณยังได้มีการพูดถึงเกี่ยวกับเรื่องของพระมหากษัตริย์ซึ่งมีตำนานเล่าขานต่อๆกันมาเกี่ยวกับเรื่องของการกำเนิดของพระมหากษัตริย์ในช่วงสมัยโบราณนั้นว่าเกิดขึ้นได้อย่างไรโดยมีการเล่าขานกันว่าในช่วงแรกนั้นเจ้าชาย ฮวางวุง ซึ่งเขาเป็นลูกของเทพเจ้าที่อยู่บนสวรรค์โดยเจ้าชายนั้นได้เสด็จลงมายังโลกมนุษย์

เพื่อที่จะมาสร้างบ้านเมืองโดยพระองค์ได้เสด็จมาอยู่ตรงบริเวณที่ภูเขาแตแบกซาน และเมื่อพระองค์ลงมาพระองค์ก็ได้มาพบรักกับหญิงสาวคนหนึ่งหญิงสาวคนดังกล่าวนั้นมีชาติกำเนิดมาจากหมีและพระองค์ได้ทำการแต่งงานกับหญิงสาวคนดังกล่าวหลังจากนั้นพระองค์ก็ได้มีโอรสขึ้นมาที่ชื่อว่ากันกุลและนี่เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของการก่อตั้งอาณาจักรของเกาหลีขึ้นมาซึ่งอาณาจักรแรกที่มีการพูดถึงนั่นก็คืออาณาจักรโชซอนโบราณนั่นเองโดยมีข้อมูลระบุเอาไว้ว่าอาณาจักรโซซอนนี้ได้มีการกำเนิดขึ้นมาในช่วงประมาณปี 1790  

ซึ่งเป็นช่วงก่อนพุทธศักราชอีกและยังมีการระบุได้ว่าในยุคนี้เป็นยุคที่เกาหลีนั้นตกเป็นเมืองขึ้นของประเทศจีนซึ่งจักรพรรดิของจีนที่เข้ามาครอบครองอาณาจักรโชซอนนั่นก็คือองค์จักรพรรดิฮั่นอู่ตี้   โดยนิสัยใหม่นั้นจักรพรรดิอันโหดที่ได้แบ่งการปกครองออกเป็นทั้งหมด 4 มณฑลด้วยกันแต่ที่องค์จักรพรรดิอันหูที่ดูแลมากที่สุดก็คืออาณาจักร นังนัง

เท่านั้นส่วนอาณาจักรอื่นพระองค์ไม่ค่อยสนใจมากนัก จนในที่สุดอาณาจักรทั้งหลายก็แยกตัวออกไปและไปรวมตัวกันมาเป็นชนเผ่าโคกูรยอหลังจากนั้นชนเผ่านี้เองที่มีการขับไล่องค์จักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ ของจีนออกไปได้เป็นผลสำเร็จและนี่เองที่ทำให้ปัจจุบันนั้นเราจะเห็นได้ว่าไม่ว่าจะเป็นด้านศาสนาหรือแม้แต่ตัวหนังสือของประเทศเกาหลีนั้นจะมีลักษณะคล้ายๆกับของประเทศจีนเนื่องจากว่าได้รับอิทธิพลมาช่วงสมัยที่ตกเป็นเมืองขึ้นนั่นเอง

 

สนับสนุนโดย  เปิดบัญชีคาสิโนขั้นต่ำ100

การนำศิลปะมาผสมผสานร่วมกับอาหาร

อาหารเป็นสิ่งที่เรานั้นคุ้นเคยเป็นอย่าวดีเพราะเป็นสิ่งที่คนเรานั้นจะต้องรับประทานในทุกวัน ทำให้อาหารเป็นสิ่งที่เรานั้นรู้สึกว่ามีความจำเจเพราะอาหารไม่ว่าจะเป็นอาหารอะไร เมนูใดเมื่อเวลาผ่านไปเมื่อเรามีการระบประทานในทุกๆวันแล้วนั้นเราก็อาจะเกิดความเบื่อหน่ายได้ ถึงแม้ว่ารสชาติอาหารนั้นจะมีรสชาติที่อร่อยมากแค่ไหนก็ตามแต่ด้วยหน้าตาของอาหารนั้นมีความจำเจและน่าเบื่อ

ทำให้ผู้ทำอาหารส่วนใหญ่เข้าใจถึงความเบื่อหน่ายเหล่านี้ของผู้กินจึงติ้งมีการสร้างสรรค์อาหารเพื่อให้เกิดความน่าสนใจ ดดยในปัจจุบันหน้าตาของอาหารมีส่วนในการที่จะทำให้ผู้กินนั้นเลือกที่จะกินมากกว่ารสชาติของอาหารนั่นเอง จึงได้มีการคิดค้นและนำศิลปะต่างๆมาใช้ร่วมกับในการทำอาหาร เพื่อให้เกิดความแปลกใหม่ สร้างสรรค์ สวยงามและทำให้รู้สึกไม่น่าเบื่อ

การแกะสลัก ถือเป้นศิลปะอย่างหนึ่งและก็เป็นงานฝีมือด้วยเพราะจะต้องใช้ทั้งจินตนาการในการทำเพื่อให้ได้รูปร่างที่ออกมาตามที่เรานั้นต้องการ ดยการแกะสลักเพื่อตกแต่งอาหารนั้นสามารถทำได้ทั้งการใช้ผักผลไม้มาแกะสลักและนำไปตกแต่บนหน้าอาหารหรือจะเป็นการแกะสลักทั้งหมดเพื่อโชว์ความสวยงามของอาหารก็ได้ โดยการสร้างสร้างโดยการแกะสลักนั้นจะต้องใช้ผู้ที่มีความชำนาญการและมีการฝึกฝนในการแกะสลักมาเป็นอย่างดี ดังนั้นการจะนำความเป็นศิลปะในการสร้างสรรค์งานฝีมืออย่างแกะสลักนั้นมาผสมผสานร่วมกับอาหารถือว่าเป็นสิ่งที่ได้รับการยอมรับและเป็นสิ่งที่สวยงามสร้างความแปลกใหม่ในอาหารได้อย่างดีด้วย

กาตกแต่งอาหารด้วยจินตนาการต่างๆ ในปัจจุบันที่เห็นสิ่งที่นิยมนำมาตกแต่งให้เกิดความสร้างสรรค์นั่นก็คือทุกสิ่งที่เราสามารถกินได้ ไม่ว่าจะเป็นผักผลไม้เครื่องปรุง เครื่องเทศก็สามารถที่จะนำมาสร้างสรรค์โดยการตกแต่งลงบนหน้าของอาหารได้ ยกตัวอย่างเช่น การตกแต่งหน้าข้าวกล่องที่มีการนำสิ่งที่กินได้ ไม่ว่าจะเป็นสาหร่าย ไข่ งาขาว งาดำ ลูกเกิด แตงโมและอื่นๆอีกมากมายมาตกแต่งให้เป็นรูปร่างบ้านหน้าข้าวกล่องเพื่อให้เกิดความน่ารับประทานมากขึ้น

การตกแต่งในบักษณะนี้นั้นได้รับความสนใจจากเด็กๆอย่างมากด้วยและก็เป็นที่สนใจสำหรับผ้ใหญ่ด้วยเช่นกัน ดดยการตกตแงนั้นก็สามารถตกแต่งได้ออกเป็นหน้าต่างมากมายตามจิตนการของแต่ละคน และในบางครั้งกาตกแต่งหน้าข้าวกล่องนั้นก็นิยมนำมาเป็นกิจกรรมสำหรับเด็กๆด้วยเพราะเป็นสิ่งที่จะสามารถสร้างสรรค์ผลงานและจินตนาการด้านศิลปะได้อย่างดีเลยทีเดียว

ศิลปะการปั้นเพื่อการตกแต่ง ถือว่าเป็นที่นิยมมากในการสร้างสรรค์ลงบนจานอาหารเพราการตกแต่งในลักษณะอื่นๆเป็รพัยงการตกแต่งในรูปแบบสองมิติเท่านั้นแต่การปั้นเพื่อตกแต่งนั้นเป็นการสร้างสรรค์ผลงานในลักษณะสามมิติขึ้นมานั่นเองเพื่อให้อาหารจานนั้นดูมีความสวยงามและสิ่งที่มารปั่นเพื่อตกแต่งนั้นยังเป็นสิ่งที่รู้สึกเสมือนจริงอีกด้วย งานปั้นถือว่ายังคงเป็นสิ่งที่มีการนำมาผสมผสานให้เข้ากับอาหารจานโปรดอยู่เสมอ

 

สนับสนุนโดย  sexybaccarat

กำเนิด Olympus โดย Yoshihisa Maitani

นักออกแบบกล้องถ่ายรูปชื่อดังซึ่งคนนี้นั้นเป็นคนเอเชียเป็นคนในวงการกล้องถ่ายรูปที่มีชื่อเสียงอย่างมากในรอบ 40ปีที่ผ่านมาละคนนั้นก็คือ Yoshihisa Maitani เขานั้นได้เกิดที่เมือง คากาวา ในปี1933โดยเป็นช่วงที่ญี่ปุ่นนั้นเป็นยุคที่ค่อนข้างมีความรุ่งเรืองและครอบครัวของเขานั้นก็เป็นครอบครัวที่ค่อนข้างจะมีฐานะและพ่อขิงเขานั้นชอบเล่นกล้องสิ่งนี้นั้นเลยเป็นสิ่งที่ทำให้เขาได้มีการคลุกคลีอยู่กับกลไกลที่เกี่ยวกับกล้องต่างๆ

และมีความชอบอย่างมากและจนกระทั้งเขานั้นรู้สึกรักและชอบที่จะประดิษฐ์ของเหล่านี้และในวัย10ของเขานั้น เขาสามารถที่จะประดิษฐ์กล้องที่เป็นของตัวเองขึ้นมาได้โดยเป็นกล้องตระกูล Brownie และเมื่อวลาผ่านไปจนเขานั้นอายุ16ปีเขานั้นได้จดสิทธิบัตรที่เป็นของตนเองมากถึง 4 ฉบับเลยทีเดียวซึ่งสิทธิบัตรนั้นเป็นสิทธิบัตรที่เกี่ยวกับกลไกลต่างๆของกล้องนั่นเอง

ด้วยความชอบจึงได้มีการสอบเข้ามหาลัยวาเซดะ ณ.กรุงโตเกียวที่มีชื่อเสียงในด้านวิศวะกรรมเครื่องกลและในช่วงมหาลัยนั้นเข้าได้เป็นเจ้าของกล้อง Leica iiiF ซึ่งเทคโนโลยีLeaicaในสมัยนั้นถือว่าเป็นเทคโนโลยีของกล้องฟิล์มที่ถือว่ามีเทคโนโลยีที่ล้ำหน้ากว่ากล้องฟิล์มอื่นๆที่สุดแล้วและเขานั้นได้สัมผัสกบการออกแบบที่มีความยอดเยี่ยม กลไกลของกล้องที่ยอดเยี่ยมและรสนิยมที่ดีอย่างมากของการใช้กล้องฟิล์มและนี่ก็คือพื้นฐานหลักๆที่ทำให้เขานั้นสามารถที่จะออกแบบกล้องในอนาคตและก้าวแรกที่ทำให้เขานั้นเข้าสู่วงการการออกแบบกล้องเมื่อ Eiichi Sakurai คนนี้นั้นเป็นนักออกแบบคนหนึ่งที่อยู่ใน Olympus

โดยคนนี้นั้นถือว่าเป็นคนที่ออกแบบกล้องตัวแรกของ Olympus เลยเมื่อเขาได้เห็นสิทธิบัติของ Yoshihisa Maitani นั้นเขารู้สึดทึ่งกับสิ่งที่ Yoshihisa Maitani คิดมากและเขาได้มีการเสนองานให้กับ Yoshihisa Maitani และเขาก็ได้ตัดสินใจในการเข้าไปทำงานที่บริษัท Olympus เลยนั่นเองเพียงวัย 23 ปีเท่านั้น

ในช่วงสองปีแรกที่ Yoshihisa Maitani ได้เข้าไปทำงานนั้นโดยไม่ได้เป็นการทำงานสะทีเดียวแต่เป็นเหมือนการเข้าไปเรียนรู้งานและเรียนรู้ตำแหน่งที่ตัวเองนั้นจะต้องทำและรับผิดชอบ และหลังจากสองปีก่อนที่เขานั้นจะมีโอกาสได้เริ่มต้นในการทำโปรเจกต์ที่สำคัญ ซึ่งเป็นโปรเจกต์ที่ชื่อว่า Mission Impossible เป็นโปรเจกต์ที่ Yoshihisa Maitani ได้เข้าสู่การออกแบบกล้องที่แท้จริงและได้ใช้งานในสิ่งที่เขานั้นได้เรียนรู้

และสั่งสมมาจริงๆ โดย Yoshihisa Maitani นั้นได้ตั้งโจทย์ให้กับตัวเองในการผลิตกล้องว่า เขานั้นจะต้องผลิตกล้องที่มีขนาดเล็กกว่ากล้องที่ Olympus แคยได้ผลิตออกมาและฟีลลิ่งในการใช้งานที่คล้ายคลึงกับ Leica และสามารถช่วยในเรื่องการประหยัดฟิล์มด้วยและ Yoshihisa Maitani นั้นได้ค่อยๆแก้ไขปัญหาทีละขั้นทีละตอนจนเขานั้น

ได้ตัวแบบในการสร้างกล้องแบบ Hafe Frame ขึ้นมาเป็นกล้องที่ช่วยให้สามารถประฟิล์มในการถ่ายได้ถึง1เท่าโดยสามารถถ่ายถึง 72 รูปเลยทีเดียวจนในที่สุดก็สามารถสร้างตัวต้นแบบออกมาได้โดยชื่อว่า Olympus Pen และสามารถผลิตกล้องตัวนี้ได้ในราคา 6,000 เยนและได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงนั้นรวมถึงในปัจจุบันกล้องรุ่นนี้ก็ยังคงเป็นที่นิยมในหมู่คนเล่นกล้องฟิล์มด้วย

 

สนับสนุนโดย  gclub

ความสำคัญของงานอาร์ตในประเทศไทย

ศิลปะในประเทศไทยในปัจจุบันถือว่าเป็นสิ่งที่ค่อนข้างได้รับควมนิยมจากผู้ชมหรือผู้ที่ชื่นชอบในงานศิลปะน้อยมาก เพราะเนื่องจากประเทศไทยนั้นไม่ได้มีการปลูกฝังในเรื่องศิลปะหรือการสนับสนุนในด้านศิลปะมากเท่าที่ควรจึงทำให้ความสำคัญทางด้านศิลปะนั้นลดลงและค่อยๆหายไปจากคนไทยนั่นเอง 

เพราะขาดทั้งการปลูกฝ่งและแรงสนับสนุนทางด้านศิลปะนั่นเอง ดังนั้นแล้วถ้าหากต้องการให้ประเทศไทยนั้นสามารถขึ้นชื่อในเรื่องสิลปะอื่นๆได้นอกจากศิลปะความเป็นไทยการสนับสนุนเป็นแรงขับเคลื่ในงานศิลปะเป็นหลักเลยก็ว่าได้ แม้แต่ศิลปะความเป็นไทยในปัจจุบันนั้นก็ถือว่าได้รับความนิยมน้อยลงจากอดีตมากเช่นกัน

ศิลปะลดลงเพราะคนส่วนใหญ่หันไปสนใจทางด้านอื่นมากขึ้น โลกที่หมุนไปและมีเข้ามาของเทคโนโลยีที่มากขึ้นทำให้คนไทยหันไปสนใจในด้านเทคโนโลยีและมีการพัฒนาในเรื่องเทคโนโลยีมากกว่าการสร้างสรรค์ผลงานสิลปะนั่นเองและถือว่าเป็นปัจจัยการเปลี่ยนแปลในงานศิลปะอย่างมากด้วยเพราะเมื่อศิลปะถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีศิลปะจึ้งเป็นสิ่งที่ถูกลืมและค่อยๆเลือนหายไปอย่างช้าๆ

ศิลปะไม่สามารถที่จะสร้างรายได้ให้เราได้อีกต่อไป เพราะไม่มีคนชมและเสพงานศิลปะ ถึงมีนั้นก้มีเพียงคนกลุ่มเล้กเท่านั้นไม่สามารถที่จะสร้างรายได้จำนวนมหาศาลให้กับศิลปินที่มีจำนวนมากได้ทำให้ศิลปินหลายๆคนที่ไม่สามารถทนกับความเป็นอยู่และสภาพที่ได้รายได้บ้างและไม่ได้รายได้บ้างได้อีกต่อไปทำให้ศิลปินนั้นหางานที่ไม่มช่งานศิลปะทำเพื่อความอยู่รอดและมีการกลับมาทำงานศิลปะเพียงบางครั้งบางคราวเท่านั้น

ขาดแรงสนับสนุนศิลปะจึงไม่สามารถไปต่อได้ ศิลปินที่มีการสร้างสรรค์งานศิลปะในประเทศไทยในปัจจุบันพวกเขาส่วนใหญ่นั้นได้รับแรงสนับสนุนจากครอบครัวและผู้ที่สนใจในงานศิลปะเท่านั้น ทำให้ในบางครั้งการที่มีความคิดสร้างสรรค์ที่เป็นงานที่อาจจะต้องใช้งบหรือเงินำนวนมากในการสร้างสรรค์ผลงานก้ไม่สามารถที่จะดำเนินการได้เนื่องจากขาดแรงในการสนับสนุนที่จะทำให้เกิดผลงานขึ้นนั่นเอง

ขาดผู้ที่มีความรู้อย่างจริงจังศิลปะจึงเป็นสิ่งที่รู้สึกยากและเข้าถึงยากขึ้น ในยุคท่ศิลปะเป็นสิ่งที่เจริญรุงเรื่องมากในประเทศไทยนั้นทำให้คนสาวนมใหญ่ให้ความสำคัญกับงานศิลปะและจึงมีการเรียนรู้ทางด้านศิลปะอย่างจริงจังแต่เมื่อวันเวลาผ่านไปนั้นศิลปะเป็นที่ต้องการน้อยลงทำให้ผู้ที่จะเข้าใจในศิลปะและสามารถที่จะถ่ายทอดงานศิลปะจากรุ่นสู่รุ่นออกมาได้จำนวนน้อยลงนั่นเองจึงทำให้คนไทยนั้นขาดความรู้ความเข้าใจในงานศิลปะและมองว่าศิลปะนั้นเป็นสิ่งที่เข้าใจและเข้าถึงยาก

เราไทยส่วนใหญ่มีความเข้าใจในศิลปะน้อยลงเนื่องจากขาดผู้มีประสบการณ์ในการถ่ายทอดและสร้างความเข้าใจทำให้การชมและการเสพศิลปะในประเทศไทยนั้นมีจำนวนน้อยและคาดว่าถ้าหากในอนาคตยังไม่มีการปลุกฝังหรือสร้างความเข้าใจในงานศิลปะนั้นความเป็นศิลปะต่างๆก็จะค่อยๆเลือกหายไปจากคนไทยนั่นเอง

 

ขอขอบคุณ  สมัคร gclub ไม่มีขั้นต่ำ  ที่ให้การสนับสนุน

Eye Target หนึ่งในเทคนิคถ่ายภาพ Portrait ให้ชัด

มาต่อจากตอนที่แล้ว ว่าด้วยเรื่องของเสน่ห์ของการถ่าย Portrait คือดวงตา ดังนั้นควรใช้ทุกวิถีทางทำให้ดวงตานั้นชัดที่สุดในภาพ และได้บอกไว้ว่ามีทั้งหมดสามหัวข้อด้วยกัน

หัวข้อแรกก็ได้บอกไปแล้วว่าเป็นเรื่องของเทคโนโลยีระดับสูงที่ยังมีการพัฒนาต่อยอดขึ้นเรื่อยๆ เรียกได้ว่าใครที่ซื้อกล้องในยุคนี้เป็นต้นไป จะได้ฟังค์ชั่นโฟกัสจับดวงตาทุกรุ่นทุกยี่ห้อไปแล้วล่ะ ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่ไม่ต้องกังวนมากสำหรับการถ่าย Portrait ในยุคปัจจุบัน

แต่เมื่อลองย้อนกับไปสักนิด ถ้าตัวผมคิดว่าน่าจะช่วง สามสี่ปีที่แล้ว ตอนที่ฟังค์ชั่นจับดวงตายังไม่มีในกล้องทุกๆรุ่น มีแต่อยู่ในกล้องของ Sony ที่เรียกได้ว่ามาปฏิวัติวงการเลยทีเดียว ผมก็ไม่แน่ใจนะว่าเมื่อไหร่ที่มันเปลี่ยนไปขนาดนี้ รู้แต่ว่าก่อนหน้านั้น กล้องไม่ว่าจะรุ่นเจ๋งรุ่นแพงขนาดไหน ก็ยังไม่มีฟังค์ชั่นนี้แน่นอน ทำให้ผมต้องพูดให้ฟังว่า สำหรับผู้ที่ไม่ได้มีฟังค์ชั่นจับดวงตาอยู่ในกล้องนั้น เข้าใช้วิธีไหนกันในการทำให้ดวงตาชัด คำตอบง่ายมากเลย เพราะมันมีคำตอบเดียว นั้นก็คือ ต้องใช้ระบบ Focus Area แบบเลือกจุดเอง แบบเล็กสุด แล้วก็ต้องเลือกจุดไปให้ตรงกับตานางแบบมากที่สุด นั้นแหละ

มีเพียงวิธีนี้จริงๆ ที่จะได้ดวงตาที่ชัดที่สุด จะเห็นได้ว่าการใช้เวลาในการเลือกดวงตาให้ชัดนั้น ใช้เวลาเยอะกว่ากล้องยุคใหม่มากๆ นั้นอาจจะเป็นเหตุให้หลายๆคนต้องยอมออกกล้องรุ่นใหม่ๆแล้วในยุคนี้ ถ้าไม่นับเรื่องเวลาที่เสียไป ก็ต้องบอกเลยว่า ผลลัพท์ใกล้เคียงกันมากกับสองระบบที่กล่าวมา ได้ดวงตาที่ชัดใช้ได้เลยล่ะ

สุดท้ายเป็นวิธีฮาร์ดคอที่สุดแล้ว สำหรับผู้ที่ใช้กล้องระบบเลนส์มือหมุน ต้องขอเกรินก่อนเลยว่า การที่คนเล่นเลนส์มือหมุนนั้นเข้าต้องเสียฟังค์ชั่นหลายอย่างมากๆในกล้องไป เพื่อแลกกับคาแรคเตอร์เลนส์ที่อยากได้ ภาพที่เขาต่างหลงไหลนั้นเอง ซึ่งแน่นอนล่ะ สิ่งที่หายไปทั้งหมดคือ ระบบโฟกัสแบบออโต้ ไม่ว่าจะส่วนไหนก็ตาม

ต้องให้มีจับดวงตาหรือเลือกจุดเองก็จะไม่ได้ใช้ แต่ตัวกล้องเองนั้นก็คิดมาอย่างดีแล้วล่ะ สำหรับจุดนี้ ก็คือฟังค์ชั่นต่างๆที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อคนใช้เลนส์มือหมุน จะมีสองฟังค์ชั่นนั้นคือ ระบบ พีคโฟกัส และระบบซูม การที่เราหมุนโฟกัสเองเราต้องใช้ พีคโฟกัสเข้าช่วยเพื่อให้จุดที่โฟกัสเข้านั้นมีสีๆให้ตาเราเห็นได้ และถ้าตัวแบบไม่ได้อยู่ใกล้ๆก็ต้องใช้ระบบ ดิจิตอลซูมเข้าไปเพื่อดูพีคโฟกัสใกล้ๆ ยิ่งเห็นสีๆที่ขอบดวงตาเลยยิ่งดี แต่ถ้าเป็นกล้องระบบเก่าก็หมดสิทธิ์นะจ๊ะ

 

 

สนับสนุนโดย  Gclub ฝากขั้นต่ํา 100

ใช้ซิลิก้าเจลกับกระเป๋ากล้อง หนึ่งในเรื่องเข้าใจผิดเกี่ยวกับกล้อง

นี่คือนวัตกรรมที่มีมาอย่างยาวนั้น ตั้งแต่ยังก็ได้รู้จักกับเจ้า ซิลิก้าเจล ไม่ว่าจะเป็นขนมหรือของเล่นต่างๆก็มีการใส่ซองที่มีซิลิก้าเจลนี้อยู่ เรียกได้ว่าเกือบทุกอย่าง เพราะมันคือสารดูดความชื้อ ทำให้ของที่อยู่ร่วมกับซิลิก้าเจลในที่ปิดนั้น ไม่ได้รับความชื้นนั่นเอง แล้วเจ้าซิลิก้าเจลนี้ในยุคแรกๆที่มีการใส่มา ทำให้ต้องมีการเตือนผู้ซื้อของอยู่ตลอดว่า ห้ามแกะซ่องให้ขาด หรือเหล่าเด็กที่นึกว่ามันเป็นของกิน อีกทั้งถ้าเป็นแบบซองใสๆ

ก็จะเห็นสีสันของมัน ซึ่งก็มีหลายแบบมากๆ บางสีสันก็ชวนให้เหล่าเด็กๆอยากแกะมาเล่นซะเหลือเกิน โดยที่เจ้านี้มีอันตรายทั้งกับภายในร่างกายถ้ากินเข้าไป และอันตรายกับผิวหนังถ้าสัมผัสมันนานๆด้วยเช่นกัน ถึงมันจะมีฤทธิ์ต่อผิวหนังน้อยก็เถอะ ดังนั้นแหละมันก็เป็นสารอันตรายชนิดหนึ่งนั้นเอง แต่สมัยนี้ก็เรียกได้ว่ารู้จักกันทุกคนแล้วล่ะ เพราะมันมีใส่ในทุกอย่างจริงๆ

เจ้าซิลิก้าเจลนี้ ได้นิยมมากๆให้วงการกล้อง เพราะมันคือสิ่งที่จะทำให้กล้องของเรานั้นปลอดภัยจากเหล่าความชื้นต่างๆได้ ความชื้นกับอุปกรณ์กล้องถือเป็นศัตรูกันโดยธรรมชาติ ทั้งแบบกล้องฟิล์มระบบกลไกล้วน ก็มีเรื่องของเหล่าน้ำมันต่างๆ และตัวบอดี้ที่มีทั้งหนังและโลหะ ที่ไวต่อความชื้นมากๆ และกล้องดิจิตอล ก็ยิ่งแล้วใหญ่เพราะมีส่วนของแผงวงจรต่างๆ

ที่เป็นอะไรที่ห้ามมีความชื้นเยอะ และพวกน้ำก็ห้ามสัมผัสด้วยเช่นกัน แล้วที่อันตรายต่อความชื้นที่สุดในทั้งหมดทั้งมวลก็ต้อง เจ้าเลนส์นี่แหละ ที่ถ้าชื้นแล้วมีราขึ้น หรือว่าเกิดฝ้า ที่ทำให้ภาพมัว เลนส์ก็จะค่อยๆเสียคุณภาพไปในที่สุด ดังนั้นแล้ว มันจึงถูกใช้ในวงการกล้องอยู่สม่ำเสมอ แล้วจะบอกด้วยว่า ซิลิก้าเจลที่ใช้กับวงการกล้องนั้นเป็นแบบมีคุณภาพดีเสียด้วย แต่ทว่า เจ้าซิลิก้าเจลนั้นมีขั้นตอนการใช้งานมันอยู่นะ ไม่ใช่ว่าใช้ยังไงก็ได้ เจ้านี่ต้องอยู่ในที่ปิดเท่านั้น ไม่ใช่ที่มีอากาศถ่ายเท เพราะว่ามันจะปรับอากาศตรงนั้นให้ไม่มีความชื้นยังไงล่ะ

แล้วจะไปปรับพื้นที่เปิดได้ยังไงกัน พวกกระเป๋ากล้างที่ใส่ๆกัน ถ้าเกิดเป็นแบบเปิดละก็ เรียกว่าไม่ได้ช่วยอะไรกล้องและเลนส์เลย ถึงแม้เป็นกระเป๋ากล้องแบบมีซิปปิดก็ต้องเป็นผิดแบบกันน้ำกันอากาศด้วย ไม่เช่นนั้นอากาศก็ถ่ายเทกันอยู่ดี แล้วเหล่าพ่อค้าก็ขายกันจังเลย

ปกติแล้วเข้าใช้โยนไว้ในตู้เก็บกล้อง หรือกล่องที่ใช้เก็บกล้องเท่านั้น ส่วนการนำออกไปข้างนอกนั้นช่วยได้ยาก กลับมาก็เพียงแค่รีบเอาใส่ตู้หรือกล่องก็พอ

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  บาคาร่าออนไลน์

ศิลปะบำบัด

บางทีการมีสภาวะที่ติดขัดหรือไม่สมดุลเมื่อเรารู้ตัวแล้วนั้น คำถามต่อไปคือเราจะสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างไรและอะไรเป็นสิ่งที่จะช่วยให้เราเติบโตอยู่ในสภาวะที่ดีขึ้น

และเราสามารถขอความช่วยเหลือจากใครได้หรือไม่ กระบวนการศิลปะที่ใช้ในการบำบัดบัดนั้น มองได้ว่าเป็นทางเลือกสำหรับกลุ่มบุคคลที่สนใจในเรื่องการการสร้างสรรค์ การจิตนาการ การลงมือทำ ให้เกิดชิ้นงานศิลปะขึ้นมาและมีผลงานชิ้นนี้นั้นเป็นตัวกลางในการทำความเข้าใจในสภาวะนั้นๆ เพื่อที่จะเข้าใจและสามารถนำไปสู่การตระหนักและรู้บางสิ่งบ่างอย่างนั่นเอง

มีการเริ่มต้นจากการพุดคุยก่อนว่าวันนี้เป็นอย่างไรบ้างและมีเรื่องอะไรที่อยากจะแชร์ในวันนี้ไหม หรือบางคนก็อาจจะเข้ามาด้วยการที่เค้ารู้ตัวแล้วว่าอยากจะทำเรื่องอะไรและก็จะไปที่การสร้างผลงานขึ้นมาไม่ว่าจะเป็นการวาดภาพ การปั้น การใช้ทราย หรือกระบวนการของการเคลื่อนไหวของร่างกายเพื่อที่จะสำรวจความรู้สึก และเมื่อมีชิ้นงานเกิดขึ้นก็จะมีการคุยผ่านภาพผ่านผลงานของคนเหล้านั้น ดูว่าเกิดอะไรขึ้นและเรานั้นเห็นอะไรจากผลงานและสามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้บ้าง 

บางคนก็คิดว่าตัวเองเป็นโรคซึมเศร้าและมีการไปตรวจกับหมอแต่ผลออกมาว่าไม่ได้เป็นโรคซึมเศร้าและสิ่งเหล่านี้นั้นอาจจะเกิดจากความเครียดในการทำงานหรือเกิดจากความตาดหวังในตัวเองที่สูงเกินไปและมีการศึกษาและทำความเข้าใจว่าศาสตร์นี้นั้นสามารถรักษาอาการเหล่านี้ได้หรือไม่ โดยจะช่วยให้มีกิจกรรมยามว่างในวันเสาร์ อาทิตย์ สามารถทำให้ลดความเครียดลงได้ไหม และเมื่อมีการใช้ศิลปะในการบำบัดนั้น การวาดรูปการลองทำศิลปะต่างๆในเบื้อต้นนั้นจะช่วยให้เราเหมือนกลับไปเป็นเด็กอีกรอบเพราะกิจกรรมที่ทำส่วนใหญ่นั้นไม่ได้เน้นการวาดรูปที่สวยงามแต่เป็นการวาดรูปเพื่อคุยกับตัวเองนั่นเอง

โดยกระบวนการทางศิลปะแบบนี้นั้นไม่ได้เป็นกระบวนการศิลปะเพื่อความสวยงาม แต่สิ่งสำคัญในการใช้ศิลปะบำบัดนั้นก็คือการที่ทำให้เรานั้นได้ทำความรู้จักตัวเองมากขึ้นและกับสิ่งที่เรานั้นกำลังเผชิญอยู่ตรงหน้า และถือว่าศิลปะบำบัดนี้เป็นประโยชน์มากสำหรับบางคนที่เค้าอาจจะพูดความรู้สึกของตัวเองไม่เก่งหรือไม่สามารถถ่ายทอดออกมาให้คนอื่นรับรู้ได้ เนื้อหาหรือข้อความที่แท้จริงก็อยู่ตรงนั้นเพราะฉะนั้นสิ่งที่เราจะโฟกัสมากกว่าก็จะเป็นชิ้นงานที่ถูกสร้างสรรค์และจินตนาการออกมานั่นเอง

อานุภาพของการที่เราทำอะไรนั้นโดยที่เราไม่ต้องมีการคิดหรือวิเคราะห์ก่อนโดยผ่านงานศิลปะนี้จะทำให้เราเห็นเลยว่าตัวเรานั้นตัวตนข้างในนั้นเป็นอย่างไรและจะช่วยทำให้เราเข้าใจตัวเองมากขึ้นและสามารถทำให้เราบาลานซ์ได้ระหว่างเรื่องไหนควรใช้ความรู้สึกและเรื่องไหนควรใช้ตรรกะนั่นเอง

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  สมัครคาสิโนออนไลน์ไม่มีขั้นต่ำ

หนึ่งในเทคนิคการถ่ายรูปกับกระจกให้น่าสนใจ

ภาพหน้าสะท้อนกระจกแตก หนึ่งในเทคนิคการถ่ายรูปกับกระจกให้น่าสนใจ

เทคนิคนี้เป็นเทคนิคระดับที่ต้องทำอะไรให้เสียของกันเลยทีเดียว นั้นก็คือการที่เราต้องทำกระจกให้แตก นอกจากคุณจะมีโอกาสได้กระจกแตกโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ ก็อย่าเพิ่งทิ้งละ แล้วเก็บเอาไว้ใช้ในกรณีนี้ได้ ซึ่งก็ขอเตือนหน่อยแหละว่า เทคนิคนี้ ควรจะระวังเรื่องเศษแก้วเป็นพิเศษเลยนะ เพราะเศษแก้วนี้มันอาจจะทำให้เรามองไม่เห็น แล้วแอบบาดมือเราตอนที่พยายามที่จะเคลื่อนที่มันก็เป็นได้ เพราะฉะนั้นแล้ว

เทคนิคนี้ถือเป็นเทคนิคที่ต้องระมัดระวังหน่อยล่ะ อย่าได้ประมาทมันเด็ดขาด เดี๋ยวจะเสียเลือดเสียเนื้อกันโดยปล่าวประโยชน์ เทคนิคนี้เราจะเห็นได้บ่อยๆกับโปสเตอร์หนังซะมากกว่านะ เพราะว่ามันเป็นการนำเสนอความรุนแรงในภาพโดยผ่านเทคนิคแก้วแตกนี้ ความรุนแรงที่ว่าจะมีแบบไหนก็ได้ แบบฆาตกรรม แบบโกรธ แบบการไล่ล่า เป็นไปได้ทุกอย่าง แต่ที่นิยมที่สุดคงเป็นแบบหนังฆาตกรโรคจิตแหละ โดยการทำรูปเหยื่อแบบว่า กำลังตกใจ อะไรประมาณนี้ แล้วมันได้ผล ภาพสื่อให้รู้สึกอัตรายและการไล่ล่าฆ่ากัน แล้วก็ต้องถึงฆาตในที่สุด

เริ่มจากการหากระจกที่ไม่ใช้แล้ว มาทำให้แตกได้เลย แต่ระวังด้วยล่ะ อย่าให้ชิ้นมันละเอียดเกินไป เดี๋ยวจะไม่มีชิ้นใหญ่พอที่จะสะท้อนตัวแบบได้พอ ต่อมาก็นำกระจกที่แตกนี้มาจัดเรียงให้ทั่วๆ หรือไม่ก็ถ้ามันแตกแต่ไม่กระจัดกระจายออกจากกัน ก็สามารถเอามาใช้ได้เลย แต่การจัดเรียงใหม่กับการใช้จากที่แตกเลยนั้น จะได้ภาพไม่เหมือนกันนะ

เพราะฉะนั้นก็ต้องดูว่าเราชอบแบบไหนกันด้วยล่ะ จัดเรียงก็ควรจัดให้ทั่วๆ แล้วก็ขยายวงกว้างเต็มกรอบที่เราจะถ่ายสักหน่อยนะ อย่าให้ดูขาดๆเหลือๆพื้นที่ เพราะเราจะให้กระจกที่แตกนั้นเป็นทั้งฉากและตัวแบบไปในตัวด้วย ต่อมาก็ตัวแบบมาอยู่ให้พอดีสะท้อนกระจกได้เลย โดยการทำสีหน้าท่าทางให้สอดคล้องกับกระจกที่แตก เป็นโจทย์ที่เหมาะกัน ไม่ใช่ถ่ายกับกระจกแตกแต่ทำหน้าตาร่าเริง ก็จะประหลาดไปหน่อยนะ แต่แน่นอนว่าถ้าจัดเรียกกระจกที่พื้น ก็จะทำให้ตัวแบบเองต้องเอนหน้าให้สะท้อนพอดีด้วย

ไม่ใช่ตรงๆเป็นแบบมุมงัดก็จะไม่สวย แล้วก็อย่างที่บอกไป ระวังเศษกระจกด้วยเพราะอาจจะมีเศษอื่นๆใกล้กระจกที่เราจัดเรียงแล้วบาดมือตัวแบบเข้าให้ สุดท้ายก็เช่นเดิม ตากล้องก็ต้องก้มถ่ายเฉียงๆโดยไม่ให้ติดตัวเอง ตรงจุดนี้ต้องระวังเรื่องการจัดกรอบภาพหน่อย อย่าเจาะเกินไป และอย่าไกลเกินไป มันจะมีระยะพอดีกับเศษและตัวแบบที่พอเหมาะ

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  เว็บพนันบอลฝากขั้นต่ำ 100  

พัฒนาการถ่ายภาพด้วยการฝึกทุกวัน

จริงอยู่ว่าการถ่ายภาพนั้นเป็นเรื่องที่ใครก็สามารถทำกันได้เพียงแค่คุณมีกล้องสักตัว แต่การถ่ายภาพที่ดีนั้นมันจำเป็นต้องมีกล้องสักตัวที่มีราคาแพงด้วยหรือไม่ สิ่งแรกที่ทุกคนต่างก็เข้าใจผิดว่าการที่เห็นภาพสวยๆ นั้นเป็นว่าคุณภาพของกล้องทั้งหมด ถ้าในปัจจุบันนั้นคงสามารถตอบได้เลยว่า ไม่ใช่อย่างนั้นแน่นอน

เพราะในความเป็นจริงแล้วภาพทุกๆภาพนั้นต้องผ่านกระบวนการตัดต่อ หรือตกแต่งแก้ไขภาพในโปรแกรมมาแล้ว ถ้าจะมีภาพที่สมบูรณ์แบบโดยไม่ต้องใช้โปรแกรมเข้ามาช่วยก็คงจะมีน้อยมากเลยก็ว่าได้ ถ้าเราจะเรียกมันว่า Capture The Moment ของจริงเลยนั้นก็คงจะเป็นกล้องฟิล์มเสียมากกว่า เพราะกล้องฟิล์มจะเป็นการถ่ายภาพที่คุณจะต้องรู้พื้นฐานตั้งแต่การใส่ฟิล์มจนกระทั่งค่าแสงต่างๆ เรียกได้ว่ายากมากถ้าหากเปรียบเทียบกับกล้องสมัยใหม่ พูดถึงการถ่ายภาพอะไรให้สวยแล้วนั้นก็กล่าวง่ายๆ เลยว่าคุณไม่จำเป็นต้องลงทุนซื้อกล้องตัวใหญ่ๆ ราคาแพงๆ

หรือคุณสมบัติของกล้องดีเลิศประเสริฐอะไรมากมายหรอก ลองจับกล้องตัวเล็กอย่างกล้องโทรศัพท์ หรือจะลองการถ่ายภาพจากกล้องฟิล์มก็ได้ ไม่ว่าคุณจะเป็นช่างภาพมืออาชีพ หรือมีความฝันอยากที่จะทำงานในสายงานของช่างภาพนี้ สิ่งแรกเลยคือคุณจะต้องทำความเข้าใจของเรื่องมุมมองเสียก่อน แล้วค่อยๆ ทำความเข้าใจในเรื่องอื่นตามมา หรือจะลองหาหนังสือภาพ หนังสือสอนถ่ายภาพมาเป็นตัวช่วยเพื่อเปิดมุมมองของคุณให้กว้างขึ้น และลองถามตัวเองว่าคุณชอบการถ่ายภายมากน้อยแค่ไหน

ถึงต่อให้คุณไม่ได้อยากทำงานในสายงานนี้แต่แค่อยากจะถ่ายภาพสวย หลักการเดียวกันของคนที่อยากถ่ายภาพสวยไม่ว่าเป็นมืออาชีพหรือมือสมัครเล่นคือ การที่คุณนั้นต้องฝึกการถ่ายภาพทุกวัน เพราะการฝึกถ่ายภาพทุกวันมันจะทำให้คุณสร้างความต่อเนื่องจากเมื่อวาน และวันก่อนๆ ได้อย่างสม่ำเสมอ คุณจะมีความรู้ความเข้าใจเพิ่มขึ้นทีละนิด คุณจะสามารถหาจุดผิดจุดถูกได้อย่างต่อเนื่อง เพราะถ้าหากคุณทำมันแค่นานๆ ครั้ง การเรียนรู้มันจะไม่ต่อเนื่อง และอาจจะทำให้คุณลืมครั้งก่อนที่คุณได้เรียนรู้ หรือไม่เข้าใจจนต้องกลับไปทำความเข้าใจใหม่อีกรอบ

เรียกได้ว่ามันเสียเวลาเลยทีเดียว การถ่ายภาพทุกวันมันช่วยส่งเสริมศักยภาพของตัวคุณเอง และพัฒนาไปข้างหน้าเพิ่มขึ้น เพราะการถ่ายภาพจริงๆ แล้วนั้นมันแทบไม่ต้องมีหลักการอะไรมากมาย สิ่งแรกที่ทุกคนควรเข้าใจคือ การสร้างมุมมอง ยังไม่ต้องไปคำนึงถึงเรื่อง องค์ประกอบภาพ แสง หรือความหมายของภาพ เพราะความผิดพลาดต่างๆ ที่คุณได้เริ่มฝึกนี่แหละที่จะทำให้คุณเรียนรู้ในเรื่องอื่นๆ ของการถ่ายภาพได้เอง

 

ขอบคุณ Gclub ฝากถอนไม่มีขั้นต่ำ  ที่ให้การสนับสนุน

Yohji Yamamoto 1 ใน 15 ดีไซเนอร์ผู้เปลี่ยนแปลงโลก

นักออกแบบเสื้อผ้ารายนี้เป็นรายที่พิเศษมากๆ โยจิ ยามาโมโตะ เป็นสุดยอดดีไซเนอร์เสื้อผ้าแฟชั่นที่เป็นคนเอเชียแดนปลาดิบ

แต่กลับสนใจในการออกแบบเชิงตะวันตกแล้วก็ได้แสดงการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์มากๆจนทำให้เป็นหนึ่งในดีไซเนอร์เสื้อผ้าตะวันตกที่เปลี่ยนแปลงการแต่งกายของเหล่าสุภาพบุรุษได้อย่างแพร่หลาย จนกลายเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่ว่าใครได้เห็นก็จะรู้ได้ทันทีว่าเป็นงานดีไซน์ของเขาผู้นี้

คุณ โยจิ นั้นเป็นชาวญี่ปุ่นโดนกำเนิด แต่ว่าได้สนใจและศึกษาการแต่งการแบบสุภาพบุรุษในแบบตะวันตกอย่างจริงจัง

เขาได้สร้างสรรค์สไตล์ของเขาอย่างยาวนาน แรกๆนั้นอาจจะไม่เป็นที่แพร่หลายมากนักเพราะยังดูแปลกตา แต่นั้นก็เป็นอะไรที่สร้างความคุ้นตาให้กับเหล่าผู้ได้เห็น แล้วเมื่อเขาได้ดีไซน์ออกมาเรื่อยๆจนทำให้เป็นชุดคอเรคชั่นที่เริ่มติดตาเรื่อยๆ แล้วพอเริ่มมีเหล่าผู้ชายที่ชื่นชอบงานของเขา รวมถึงเหล่าคนดัง แล้วก็ในวงการภาพยนต์ได้นำเสื้อผ้าที่เขาออกแบบไปใช้อยู่บ่อยๆทำให้วันนึงเสื้อผ้าเขาก็กลายเป็นการครองตลาดในรูปแบบใหม่ สไตล์ของเขานั้นเป็นเอกลักษณ์และดูออกง่ายมากๆ นั้นคือ การดีไซน์ที่ใช้สีดำ เทา แล้วก็มีสีแดงแซมอยู่บ้าง ทำให้เป็นลักษณ์ที่คนใสจะดูลึกลับพิศวง

นั้นเป็นรายละเอียดของเสื้อผ้าที่ทำให้เกิดความลึกลับขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูกนั้นเอง แล้วเทคนิคในการเย็บของเขานั้นก็เป็นอะไรที่เอกลักษณ์เข้าไปอีกด้วยการผสมผสานการจัดเรียกการเย็บแบบดีคอนสตรัก นั้นก็เลยสร้างเป็นความซับซ้อนของงานดีไซน์ของเขา ใครๆต่างมองเห็นว่างานดีไซน์ของเขานั้นเป็นงานมาสเตอร์พีทที่เต็มไม่ด้วยความละเอียดอ่อน นั้นอาจะเป็นเพราะความใสใจของที่เป็นพื้นฐานของชาวญี่ปุ่นนั้นเอง

ทุกวันนี้เสื้อผ้าเขาก็ยังมีให้เห็นอยู่ตลอดเวลาเป็นกระแสที่ไม่มีวันลงจริงๆกับงานดีไซน์เสื้อผ้าแฟชั่นของเขา แล้วนั้นก็ทำให้เหล่าสุภาพบุรุษทั้งโลกต่างสนใจและติดตามเสื้อผ้าของเขาอยู่ตลอด นั้นกลายเป็นความคลั่งไคล้ไม่มีที่สิ้นสุด

 

สนับสนุนโดย แทงมวยสด