ใช้ซิลิก้าเจลกับกระเป๋ากล้อง หนึ่งในเรื่องเข้าใจผิดเกี่ยวกับกล้อง

นี่คือนวัตกรรมที่มีมาอย่างยาวนั้น ตั้งแต่ยังก็ได้รู้จักกับเจ้า ซิลิก้าเจล ไม่ว่าจะเป็นขนมหรือของเล่นต่างๆก็มีการใส่ซองที่มีซิลิก้าเจลนี้อยู่ เรียกได้ว่าเกือบทุกอย่าง เพราะมันคือสารดูดความชื้อ ทำให้ของที่อยู่ร่วมกับซิลิก้าเจลในที่ปิดนั้น ไม่ได้รับความชื้นนั่นเอง แล้วเจ้าซิลิก้าเจลนี้ในยุคแรกๆที่มีการใส่มา ทำให้ต้องมีการเตือนผู้ซื้อของอยู่ตลอดว่า ห้ามแกะซ่องให้ขาด หรือเหล่าเด็กที่นึกว่ามันเป็นของกิน อีกทั้งถ้าเป็นแบบซองใสๆ

ก็จะเห็นสีสันของมัน ซึ่งก็มีหลายแบบมากๆ บางสีสันก็ชวนให้เหล่าเด็กๆอยากแกะมาเล่นซะเหลือเกิน โดยที่เจ้านี้มีอันตรายทั้งกับภายในร่างกายถ้ากินเข้าไป และอันตรายกับผิวหนังถ้าสัมผัสมันนานๆด้วยเช่นกัน ถึงมันจะมีฤทธิ์ต่อผิวหนังน้อยก็เถอะ ดังนั้นแหละมันก็เป็นสารอันตรายชนิดหนึ่งนั้นเอง แต่สมัยนี้ก็เรียกได้ว่ารู้จักกันทุกคนแล้วล่ะ เพราะมันมีใส่ในทุกอย่างจริงๆ

เจ้าซิลิก้าเจลนี้ ได้นิยมมากๆให้วงการกล้อง เพราะมันคือสิ่งที่จะทำให้กล้องของเรานั้นปลอดภัยจากเหล่าความชื้นต่างๆได้ ความชื้นกับอุปกรณ์กล้องถือเป็นศัตรูกันโดยธรรมชาติ ทั้งแบบกล้องฟิล์มระบบกลไกล้วน ก็มีเรื่องของเหล่าน้ำมันต่างๆ และตัวบอดี้ที่มีทั้งหนังและโลหะ ที่ไวต่อความชื้นมากๆ และกล้องดิจิตอล ก็ยิ่งแล้วใหญ่เพราะมีส่วนของแผงวงจรต่างๆ

ที่เป็นอะไรที่ห้ามมีความชื้นเยอะ และพวกน้ำก็ห้ามสัมผัสด้วยเช่นกัน แล้วที่อันตรายต่อความชื้นที่สุดในทั้งหมดทั้งมวลก็ต้อง เจ้าเลนส์นี่แหละ ที่ถ้าชื้นแล้วมีราขึ้น หรือว่าเกิดฝ้า ที่ทำให้ภาพมัว เลนส์ก็จะค่อยๆเสียคุณภาพไปในที่สุด ดังนั้นแล้ว มันจึงถูกใช้ในวงการกล้องอยู่สม่ำเสมอ แล้วจะบอกด้วยว่า ซิลิก้าเจลที่ใช้กับวงการกล้องนั้นเป็นแบบมีคุณภาพดีเสียด้วย แต่ทว่า เจ้าซิลิก้าเจลนั้นมีขั้นตอนการใช้งานมันอยู่นะ ไม่ใช่ว่าใช้ยังไงก็ได้ เจ้านี่ต้องอยู่ในที่ปิดเท่านั้น ไม่ใช่ที่มีอากาศถ่ายเท เพราะว่ามันจะปรับอากาศตรงนั้นให้ไม่มีความชื้นยังไงล่ะ

แล้วจะไปปรับพื้นที่เปิดได้ยังไงกัน พวกกระเป๋ากล้างที่ใส่ๆกัน ถ้าเกิดเป็นแบบเปิดละก็ เรียกว่าไม่ได้ช่วยอะไรกล้องและเลนส์เลย ถึงแม้เป็นกระเป๋ากล้องแบบมีซิปปิดก็ต้องเป็นผิดแบบกันน้ำกันอากาศด้วย ไม่เช่นนั้นอากาศก็ถ่ายเทกันอยู่ดี แล้วเหล่าพ่อค้าก็ขายกันจังเลย

ปกติแล้วเข้าใช้โยนไว้ในตู้เก็บกล้อง หรือกล่องที่ใช้เก็บกล้องเท่านั้น ส่วนการนำออกไปข้างนอกนั้นช่วยได้ยาก กลับมาก็เพียงแค่รีบเอาใส่ตู้หรือกล่องก็พอ

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  บาคาร่าออนไลน์

ศิลปะบำบัด

บางทีการมีสภาวะที่ติดขัดหรือไม่สมดุลเมื่อเรารู้ตัวแล้วนั้น คำถามต่อไปคือเราจะสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างไรและอะไรเป็นสิ่งที่จะช่วยให้เราเติบโตอยู่ในสภาวะที่ดีขึ้น

และเราสามารถขอความช่วยเหลือจากใครได้หรือไม่ กระบวนการศิลปะที่ใช้ในการบำบัดบัดนั้น มองได้ว่าเป็นทางเลือกสำหรับกลุ่มบุคคลที่สนใจในเรื่องการการสร้างสรรค์ การจิตนาการ การลงมือทำ ให้เกิดชิ้นงานศิลปะขึ้นมาและมีผลงานชิ้นนี้นั้นเป็นตัวกลางในการทำความเข้าใจในสภาวะนั้นๆ เพื่อที่จะเข้าใจและสามารถนำไปสู่การตระหนักและรู้บางสิ่งบ่างอย่างนั่นเอง

มีการเริ่มต้นจากการพุดคุยก่อนว่าวันนี้เป็นอย่างไรบ้างและมีเรื่องอะไรที่อยากจะแชร์ในวันนี้ไหม หรือบางคนก็อาจจะเข้ามาด้วยการที่เค้ารู้ตัวแล้วว่าอยากจะทำเรื่องอะไรและก็จะไปที่การสร้างผลงานขึ้นมาไม่ว่าจะเป็นการวาดภาพ การปั้น การใช้ทราย หรือกระบวนการของการเคลื่อนไหวของร่างกายเพื่อที่จะสำรวจความรู้สึก และเมื่อมีชิ้นงานเกิดขึ้นก็จะมีการคุยผ่านภาพผ่านผลงานของคนเหล้านั้น ดูว่าเกิดอะไรขึ้นและเรานั้นเห็นอะไรจากผลงานและสามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้บ้าง 

บางคนก็คิดว่าตัวเองเป็นโรคซึมเศร้าและมีการไปตรวจกับหมอแต่ผลออกมาว่าไม่ได้เป็นโรคซึมเศร้าและสิ่งเหล่านี้นั้นอาจจะเกิดจากความเครียดในการทำงานหรือเกิดจากความตาดหวังในตัวเองที่สูงเกินไปและมีการศึกษาและทำความเข้าใจว่าศาสตร์นี้นั้นสามารถรักษาอาการเหล่านี้ได้หรือไม่ โดยจะช่วยให้มีกิจกรรมยามว่างในวันเสาร์ อาทิตย์ สามารถทำให้ลดความเครียดลงได้ไหม และเมื่อมีการใช้ศิลปะในการบำบัดนั้น การวาดรูปการลองทำศิลปะต่างๆในเบื้อต้นนั้นจะช่วยให้เราเหมือนกลับไปเป็นเด็กอีกรอบเพราะกิจกรรมที่ทำส่วนใหญ่นั้นไม่ได้เน้นการวาดรูปที่สวยงามแต่เป็นการวาดรูปเพื่อคุยกับตัวเองนั่นเอง

โดยกระบวนการทางศิลปะแบบนี้นั้นไม่ได้เป็นกระบวนการศิลปะเพื่อความสวยงาม แต่สิ่งสำคัญในการใช้ศิลปะบำบัดนั้นก็คือการที่ทำให้เรานั้นได้ทำความรู้จักตัวเองมากขึ้นและกับสิ่งที่เรานั้นกำลังเผชิญอยู่ตรงหน้า และถือว่าศิลปะบำบัดนี้เป็นประโยชน์มากสำหรับบางคนที่เค้าอาจจะพูดความรู้สึกของตัวเองไม่เก่งหรือไม่สามารถถ่ายทอดออกมาให้คนอื่นรับรู้ได้ เนื้อหาหรือข้อความที่แท้จริงก็อยู่ตรงนั้นเพราะฉะนั้นสิ่งที่เราจะโฟกัสมากกว่าก็จะเป็นชิ้นงานที่ถูกสร้างสรรค์และจินตนาการออกมานั่นเอง

อานุภาพของการที่เราทำอะไรนั้นโดยที่เราไม่ต้องมีการคิดหรือวิเคราะห์ก่อนโดยผ่านงานศิลปะนี้จะทำให้เราเห็นเลยว่าตัวเรานั้นตัวตนข้างในนั้นเป็นอย่างไรและจะช่วยทำให้เราเข้าใจตัวเองมากขึ้นและสามารถทำให้เราบาลานซ์ได้ระหว่างเรื่องไหนควรใช้ความรู้สึกและเรื่องไหนควรใช้ตรรกะนั่นเอง

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  สมัครคาสิโนออนไลน์ไม่มีขั้นต่ำ

หนึ่งในเทคนิคการถ่ายรูปกับกระจกให้น่าสนใจ

ภาพหน้าสะท้อนกระจกแตก หนึ่งในเทคนิคการถ่ายรูปกับกระจกให้น่าสนใจ

เทคนิคนี้เป็นเทคนิคระดับที่ต้องทำอะไรให้เสียของกันเลยทีเดียว นั้นก็คือการที่เราต้องทำกระจกให้แตก นอกจากคุณจะมีโอกาสได้กระจกแตกโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ ก็อย่าเพิ่งทิ้งละ แล้วเก็บเอาไว้ใช้ในกรณีนี้ได้ ซึ่งก็ขอเตือนหน่อยแหละว่า เทคนิคนี้ ควรจะระวังเรื่องเศษแก้วเป็นพิเศษเลยนะ เพราะเศษแก้วนี้มันอาจจะทำให้เรามองไม่เห็น แล้วแอบบาดมือเราตอนที่พยายามที่จะเคลื่อนที่มันก็เป็นได้ เพราะฉะนั้นแล้ว

เทคนิคนี้ถือเป็นเทคนิคที่ต้องระมัดระวังหน่อยล่ะ อย่าได้ประมาทมันเด็ดขาด เดี๋ยวจะเสียเลือดเสียเนื้อกันโดยปล่าวประโยชน์ เทคนิคนี้เราจะเห็นได้บ่อยๆกับโปสเตอร์หนังซะมากกว่านะ เพราะว่ามันเป็นการนำเสนอความรุนแรงในภาพโดยผ่านเทคนิคแก้วแตกนี้ ความรุนแรงที่ว่าจะมีแบบไหนก็ได้ แบบฆาตกรรม แบบโกรธ แบบการไล่ล่า เป็นไปได้ทุกอย่าง แต่ที่นิยมที่สุดคงเป็นแบบหนังฆาตกรโรคจิตแหละ โดยการทำรูปเหยื่อแบบว่า กำลังตกใจ อะไรประมาณนี้ แล้วมันได้ผล ภาพสื่อให้รู้สึกอัตรายและการไล่ล่าฆ่ากัน แล้วก็ต้องถึงฆาตในที่สุด

เริ่มจากการหากระจกที่ไม่ใช้แล้ว มาทำให้แตกได้เลย แต่ระวังด้วยล่ะ อย่าให้ชิ้นมันละเอียดเกินไป เดี๋ยวจะไม่มีชิ้นใหญ่พอที่จะสะท้อนตัวแบบได้พอ ต่อมาก็นำกระจกที่แตกนี้มาจัดเรียงให้ทั่วๆ หรือไม่ก็ถ้ามันแตกแต่ไม่กระจัดกระจายออกจากกัน ก็สามารถเอามาใช้ได้เลย แต่การจัดเรียงใหม่กับการใช้จากที่แตกเลยนั้น จะได้ภาพไม่เหมือนกันนะ

เพราะฉะนั้นก็ต้องดูว่าเราชอบแบบไหนกันด้วยล่ะ จัดเรียงก็ควรจัดให้ทั่วๆ แล้วก็ขยายวงกว้างเต็มกรอบที่เราจะถ่ายสักหน่อยนะ อย่าให้ดูขาดๆเหลือๆพื้นที่ เพราะเราจะให้กระจกที่แตกนั้นเป็นทั้งฉากและตัวแบบไปในตัวด้วย ต่อมาก็ตัวแบบมาอยู่ให้พอดีสะท้อนกระจกได้เลย โดยการทำสีหน้าท่าทางให้สอดคล้องกับกระจกที่แตก เป็นโจทย์ที่เหมาะกัน ไม่ใช่ถ่ายกับกระจกแตกแต่ทำหน้าตาร่าเริง ก็จะประหลาดไปหน่อยนะ แต่แน่นอนว่าถ้าจัดเรียกกระจกที่พื้น ก็จะทำให้ตัวแบบเองต้องเอนหน้าให้สะท้อนพอดีด้วย

ไม่ใช่ตรงๆเป็นแบบมุมงัดก็จะไม่สวย แล้วก็อย่างที่บอกไป ระวังเศษกระจกด้วยเพราะอาจจะมีเศษอื่นๆใกล้กระจกที่เราจัดเรียงแล้วบาดมือตัวแบบเข้าให้ สุดท้ายก็เช่นเดิม ตากล้องก็ต้องก้มถ่ายเฉียงๆโดยไม่ให้ติดตัวเอง ตรงจุดนี้ต้องระวังเรื่องการจัดกรอบภาพหน่อย อย่าเจาะเกินไป และอย่าไกลเกินไป มันจะมีระยะพอดีกับเศษและตัวแบบที่พอเหมาะ

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  เว็บพนันบอลฝากขั้นต่ำ 100  

พัฒนาการถ่ายภาพด้วยการฝึกทุกวัน

จริงอยู่ว่าการถ่ายภาพนั้นเป็นเรื่องที่ใครก็สามารถทำกันได้เพียงแค่คุณมีกล้องสักตัว แต่การถ่ายภาพที่ดีนั้นมันจำเป็นต้องมีกล้องสักตัวที่มีราคาแพงด้วยหรือไม่ สิ่งแรกที่ทุกคนต่างก็เข้าใจผิดว่าการที่เห็นภาพสวยๆ นั้นเป็นว่าคุณภาพของกล้องทั้งหมด ถ้าในปัจจุบันนั้นคงสามารถตอบได้เลยว่า ไม่ใช่อย่างนั้นแน่นอน

เพราะในความเป็นจริงแล้วภาพทุกๆภาพนั้นต้องผ่านกระบวนการตัดต่อ หรือตกแต่งแก้ไขภาพในโปรแกรมมาแล้ว ถ้าจะมีภาพที่สมบูรณ์แบบโดยไม่ต้องใช้โปรแกรมเข้ามาช่วยก็คงจะมีน้อยมากเลยก็ว่าได้ ถ้าเราจะเรียกมันว่า Capture The Moment ของจริงเลยนั้นก็คงจะเป็นกล้องฟิล์มเสียมากกว่า เพราะกล้องฟิล์มจะเป็นการถ่ายภาพที่คุณจะต้องรู้พื้นฐานตั้งแต่การใส่ฟิล์มจนกระทั่งค่าแสงต่างๆ เรียกได้ว่ายากมากถ้าหากเปรียบเทียบกับกล้องสมัยใหม่ พูดถึงการถ่ายภาพอะไรให้สวยแล้วนั้นก็กล่าวง่ายๆ เลยว่าคุณไม่จำเป็นต้องลงทุนซื้อกล้องตัวใหญ่ๆ ราคาแพงๆ

หรือคุณสมบัติของกล้องดีเลิศประเสริฐอะไรมากมายหรอก ลองจับกล้องตัวเล็กอย่างกล้องโทรศัพท์ หรือจะลองการถ่ายภาพจากกล้องฟิล์มก็ได้ ไม่ว่าคุณจะเป็นช่างภาพมืออาชีพ หรือมีความฝันอยากที่จะทำงานในสายงานของช่างภาพนี้ สิ่งแรกเลยคือคุณจะต้องทำความเข้าใจของเรื่องมุมมองเสียก่อน แล้วค่อยๆ ทำความเข้าใจในเรื่องอื่นตามมา หรือจะลองหาหนังสือภาพ หนังสือสอนถ่ายภาพมาเป็นตัวช่วยเพื่อเปิดมุมมองของคุณให้กว้างขึ้น และลองถามตัวเองว่าคุณชอบการถ่ายภายมากน้อยแค่ไหน

ถึงต่อให้คุณไม่ได้อยากทำงานในสายงานนี้แต่แค่อยากจะถ่ายภาพสวย หลักการเดียวกันของคนที่อยากถ่ายภาพสวยไม่ว่าเป็นมืออาชีพหรือมือสมัครเล่นคือ การที่คุณนั้นต้องฝึกการถ่ายภาพทุกวัน เพราะการฝึกถ่ายภาพทุกวันมันจะทำให้คุณสร้างความต่อเนื่องจากเมื่อวาน และวันก่อนๆ ได้อย่างสม่ำเสมอ คุณจะมีความรู้ความเข้าใจเพิ่มขึ้นทีละนิด คุณจะสามารถหาจุดผิดจุดถูกได้อย่างต่อเนื่อง เพราะถ้าหากคุณทำมันแค่นานๆ ครั้ง การเรียนรู้มันจะไม่ต่อเนื่อง และอาจจะทำให้คุณลืมครั้งก่อนที่คุณได้เรียนรู้ หรือไม่เข้าใจจนต้องกลับไปทำความเข้าใจใหม่อีกรอบ

เรียกได้ว่ามันเสียเวลาเลยทีเดียว การถ่ายภาพทุกวันมันช่วยส่งเสริมศักยภาพของตัวคุณเอง และพัฒนาไปข้างหน้าเพิ่มขึ้น เพราะการถ่ายภาพจริงๆ แล้วนั้นมันแทบไม่ต้องมีหลักการอะไรมากมาย สิ่งแรกที่ทุกคนควรเข้าใจคือ การสร้างมุมมอง ยังไม่ต้องไปคำนึงถึงเรื่อง องค์ประกอบภาพ แสง หรือความหมายของภาพ เพราะความผิดพลาดต่างๆ ที่คุณได้เริ่มฝึกนี่แหละที่จะทำให้คุณเรียนรู้ในเรื่องอื่นๆ ของการถ่ายภาพได้เอง

 

ขอบคุณ Gclub ฝากถอนไม่มีขั้นต่ำ  ที่ให้การสนับสนุน

Yohji Yamamoto 1 ใน 15 ดีไซเนอร์ผู้เปลี่ยนแปลงโลก

นักออกแบบเสื้อผ้ารายนี้เป็นรายที่พิเศษมากๆ โยจิ ยามาโมโตะ เป็นสุดยอดดีไซเนอร์เสื้อผ้าแฟชั่นที่เป็นคนเอเชียแดนปลาดิบ

แต่กลับสนใจในการออกแบบเชิงตะวันตกแล้วก็ได้แสดงการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์มากๆจนทำให้เป็นหนึ่งในดีไซเนอร์เสื้อผ้าตะวันตกที่เปลี่ยนแปลงการแต่งกายของเหล่าสุภาพบุรุษได้อย่างแพร่หลาย จนกลายเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่ว่าใครได้เห็นก็จะรู้ได้ทันทีว่าเป็นงานดีไซน์ของเขาผู้นี้

คุณ โยจิ นั้นเป็นชาวญี่ปุ่นโดนกำเนิด แต่ว่าได้สนใจและศึกษาการแต่งการแบบสุภาพบุรุษในแบบตะวันตกอย่างจริงจัง

เขาได้สร้างสรรค์สไตล์ของเขาอย่างยาวนาน แรกๆนั้นอาจจะไม่เป็นที่แพร่หลายมากนักเพราะยังดูแปลกตา แต่นั้นก็เป็นอะไรที่สร้างความคุ้นตาให้กับเหล่าผู้ได้เห็น แล้วเมื่อเขาได้ดีไซน์ออกมาเรื่อยๆจนทำให้เป็นชุดคอเรคชั่นที่เริ่มติดตาเรื่อยๆ แล้วพอเริ่มมีเหล่าผู้ชายที่ชื่นชอบงานของเขา รวมถึงเหล่าคนดัง แล้วก็ในวงการภาพยนต์ได้นำเสื้อผ้าที่เขาออกแบบไปใช้อยู่บ่อยๆทำให้วันนึงเสื้อผ้าเขาก็กลายเป็นการครองตลาดในรูปแบบใหม่ สไตล์ของเขานั้นเป็นเอกลักษณ์และดูออกง่ายมากๆ นั้นคือ การดีไซน์ที่ใช้สีดำ เทา แล้วก็มีสีแดงแซมอยู่บ้าง ทำให้เป็นลักษณ์ที่คนใสจะดูลึกลับพิศวง

นั้นเป็นรายละเอียดของเสื้อผ้าที่ทำให้เกิดความลึกลับขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูกนั้นเอง แล้วเทคนิคในการเย็บของเขานั้นก็เป็นอะไรที่เอกลักษณ์เข้าไปอีกด้วยการผสมผสานการจัดเรียกการเย็บแบบดีคอนสตรัก นั้นก็เลยสร้างเป็นความซับซ้อนของงานดีไซน์ของเขา ใครๆต่างมองเห็นว่างานดีไซน์ของเขานั้นเป็นงานมาสเตอร์พีทที่เต็มไม่ด้วยความละเอียดอ่อน นั้นอาจะเป็นเพราะความใสใจของที่เป็นพื้นฐานของชาวญี่ปุ่นนั้นเอง

ทุกวันนี้เสื้อผ้าเขาก็ยังมีให้เห็นอยู่ตลอดเวลาเป็นกระแสที่ไม่มีวันลงจริงๆกับงานดีไซน์เสื้อผ้าแฟชั่นของเขา แล้วนั้นก็ทำให้เหล่าสุภาพบุรุษทั้งโลกต่างสนใจและติดตามเสื้อผ้าของเขาอยู่ตลอด นั้นกลายเป็นความคลั่งไคล้ไม่มีที่สิ้นสุด

 

สนับสนุนโดย แทงมวยสด

ประเพณีการเดินเต่า

      ในประเทศไทยเรานั้นถือได้ว่าเป็นประเทศที่มีวัฒนธรรมประเพณีที่หลากหลายแตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาค

ซึ่งในหนึ่งภูมิภาคนั้นก็จะมีประเพณีต่างๆแยกย่อยกันไปอีกตามความเชื่อ หรือวิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่ได้ทำการสืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษจนถึงปัจจุบัน โดยในบางประเพณีก็ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่เคยทำกันมา แต่ในบางประเพณีที่เกิดขึ้นใหม่นั้นก็มีการปรับเปลี่ยนไปตามวิถีชีวิตของคนในยุคปัจจุบันกันเสียมากกว่า ทั้งนี้ก็เพื่อให้เข้ากับช่วงเวลาและการดำเนินชีวิตของผู้คนในปัจจุบันด้วย และประเพณีเดินเต่าเองถือเป็นอีกประเพณีหนึ่งที่เป็นประเพณีดั้งเดิมและมีมาอย่างยาวนานควรค่าแก่การสืบทอดต่อไป

         ประเพณีการเดินเต่านั้นถือเป็นประเพณีดั้งเดิมของชาวจังหวัดภูเก็ต โดยที่มีการเรียกว่า “การเดินเต่า”

นั้นเป็นเพราะว่า ชาวบ้านได้มีการออกไปเดินหาไข่เต่าที่ได้ขึ้นมาทำการวางไข่เอาไว้บนหาดทราย ซึ่งสำหรับบริเวณที่เต่าจะขึ้นมาทำการวางไข่ก็คือในส่วนของบริเวณฝั่งชายทะเลด้านตะวันตกหรือในบริเวณฝั่งทะเลอันดามันนั่นเอง ประเพณีการเดินเต่านั้นเป็นประเพณีที่มีมาอย่างยาวนานเป็นประเพณีดั้งเดิมที่แสดงให้ได้เห็นถึงการอาศัยอยู่ร่วมกันของมนุษย์กับสิ่งมีชีวิตอย่างเต่าทะเล โดยฝ่ายที่ได้ประโยชน์จากประเพณีนี้แน่นอนว่าก็ต้องเป็นฝั่งของมนุษย์อยู่แล้ว

โดยที่มาของประเพณีการเดินเต่านี้ได้เกิดมาจากวิถีชีวิตของชาวบ้านในท้องถิ่น

ชาวประมงที่อาศัยอยู่ชายฝั่งทะเลอันดามันได้มีการดำรงชีวิตด้วยการออกหาอาหาร จับสัตว์ทะเลต่างๆมาทำเป็นอาหาร ซึ่งในช่วงเวลาที่เต่าทะเลถึงฤดูวางไข่ แม่เต่าก็จะขึ้นมาทำการวางไข่เอาไว้บนชายหาดกันในปริมาณมาก ทำให้ชายหาดบริเวณนั้นได้กลายมาเป็นแหล่งอาหารของชาวประมงที่อุดมสมบูรณ์มากเลยทีเดียว สำหรับช่วงเวลาในการเดินหาไข่เต่านั้นจะนิยมเดินหากันในช่วงเวลากลางคืน โดยเริ่มกันตั้งแต่เวลาพลบค่ำไปจนถึงเวลาสว่าง หากคนที่ไม่ชำนาญแล้วเพิ่งมาทำการเดินหาไข่เต่าทะเลก็อาจจะต้องเดินหาอยู่ทั้งคืนแล้วก็มีโอกาสที่จะไม่เจอหลุมของไข่เต่าได้

ชาวประมงที่มีความชำนาญแล้วก็จะอาศัยลักษณะพิเศษของเต่าในการออกไปเก็บไข่เต่า โดยจะมีการคำนวณเวลาว่าเวลาไหนที่ควรออกไปเก็บไข่เต่า มีการคำนวณว่าวันที่จะครบกำหนดของการวางไข่จะเป็นข้างขึ้นหรือข้างแรมกี่ค่ำ จึงทำให้ได้รู้วันและเวลาที่น้ำจะขึ้นครึ่งฝั่ง น้ำลงครึ่งฝั่ง ซึ่งนั่นจะเป็นช่วงเวลาที่เต่าทะเลจะขึ้นมาวางไข่ และหลังจากนั้นชาวประมงก็จะนำเอาตะกร้าออกไปรองไข่เต่าได้ถูกเวลาโดยที่ชาวประมงนั้นจะได้ไม่ต้องเดินไปมาให้ต้องเสียเวลาในการออกไปเดินหาหลุมไข่เต่าทะเล

          ปัจจุบันเมื่อมีการขยายตัวด้านการท่องเที่ยวขึ้นในทุกชายหาดของภูเก็ตตลอดจนของทางฝั่งของจังหวัดพังงาเอง

ได้มีจำนวนเต่าทะเลลดลงอย่างไปรวดเร็ว อีกทั้งเต่าทะเลเองก็ไม่ค่อยขึ้นมาวางไข่ตามชายหาดแล้ว ประเพณีนี้จึงกลายเป็นกิจกรรมที่ทำกันเพื่อความสนุกสนานเท่านั้น และไม่มีการเดินเต่าในความหมายของประเพณีที่เคยเกิดขึ้นในอดีตอีกแล้ว ประเพณีการเดินเต่าถือว่าเป็นประเพณีที่ได้สะท้อนให้เห็นวิถีชีวิต ภูมิปัญญาของชาวบ้าน ชาวประมงที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นนั้นถึงการพึ่งพาอาศัยธรรมชาติในการหาอาหาร ปัจจุบันการเก็บไข่เต่านั้นถือว่าเป็นการกระทำที่ผิดตามกฎหมาย

ซึ่งหากมีผู้ใดไปเก็บไข่เต่าก็จะต้องมีการดำเนินคดีตามกฎหมาย และได้มีปรับเปลี่ยนจากกิจกรรมประเพณีเดิมที่ไปเดินเก็บไข่เต่ามาเป็นการช่วยกันในการอนุรักษ์เต่าทะเลให้ยังอยู่คู่ทะเลไทยต่อไป

 

สนับสนุนโดย แทงบอลออนไลน์ ฝากขั้นต่ำ 100

สร้างเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง แนวทางการเป็นนักออกแบบที่ประสบความสำเร็จ

นี่คือจุดที่จะบอกได้ว่าคุณนั้นเป็นนักออกแบบที่แตกต่างจากคนอื่นยังไง

นั้นก็คือความเป็นเอกลักษณ์ของแบรนตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นแพทเทริน ลายเส้น หรือสไตล์ ซึ่งจุดนี้แหละที่เป็นตัวที่จะทำให้คุณมีฐานแฟนๆที่จะคอยติดตามทุกผลงานของคุณถ้าเกิดว่าโดนใจพวกเขาเหล่านั้นอะนะ

แล้วการที่จะสร้างเอกลักษณ์ของตัวเองขึ้นมานั้น ก็ต้องบอกอีกเช่นกันว่าเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลย เรียกได้ว่ายากที่สุดก็เป็นได้ เพราะมันไม่ได้จะออกมาตามเราต้องการหรอกนะ มันอาจจะมาตอนไหนก็ได้ในช่วงที่คุณฝึกฝนอยู่ แต่ว่าที่รู้ๆถ้ามีคนมีติดผลงานของคุณ คุณก็จะทราบได้เองว่าอะไรที่ทำให้คุณแตกต่างเป็นเอกลักษณ์มากกว่าคนอื่น

การที่เราจะสร้างเอกลักษณ์ของตัวเองนั้นจำเป็นต้องอาศัยการลองผิดลองถูก ผสมกับการหาประสบการณ์หาความรู้จากคนอื่น

กว่าที่เราจะเอาทักษะเหล่านั้นมาฝึกจนเข้าใจชำนาญก็ต้องใช้เวลาเยอะแล้ว ยังต้องเอาแต่ละเทคนิคแต่ละความรู้มาอแดปเข้าหากันจนเป็นสไตล์มีแตกต่างออกมา ก็จะยิ่งต้องใช้เวลา สุดท้ายแล้วมันอาจจะไม่เวิคก็เป็นได้

อาจไม่มีฐานลูกค้าที่ชอบก็เป็นได้เช่นกัน นั้นแหละมันถึงยากยังไงล่ะ แต่มีจุดนึงที่ควรจะยึดไว้ นั้นก็คือควรออกมาจากความเป็นตัวเอง เมื่อมาออกมาจะได้ไม่รู้สึกฝืนที่จะทำมันต่อๆไป แล้วก็ไม่ใช่ว่าออกแบบมาจนดังเปรี้ยงแต่เราทำไปโดยไม่มีความสุข นั้นก็อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตอีกด้วย 

เอกลักษณ์มักจะมาจากอารมณ์ของเราแรงบันดาลใจของเราเวลาเราเห็นผลงานของคนอื่นหรือว่าผลงานจากธรรมชาติก็ตามที แต่นั้นก็เป็นที่รู้กันว่า 100 คน มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นแหละที่จะมีเอกลัษณ์ได้ เพราะว่าคนที่จะถีบตัวเองออกมาได้จนมีเอกลักษณ์นั้นมักจะต้องอาศัยความมุ่งมั่นระดับที่เหลือเชื่อเลยล่ะ

ไม่งั้นก็แทบจะยอมแพ้กันไปหมดก่อนอย่างแน่นอน ดังนั้นถ้าอยากประสบความสำเร็จ ก็ต้องเอาจริงเรืองนี้กันหน่อยนะครับ