เกอร์นิคา (Guernica) ภาพสะท้อนสงคราม

เกอร์นิคา เป็นสี่ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากซึ่งเป็นงานภาพวาดของปิกัสโซที่สร้างขึ้นปี 1937 ชี้แจงถึงความรวดร้าวแล้วก็ความฉุนเฉียวของการสู้รบ อันมีสาเหตุโดยการทิ้งระเบิดของเยอรมันที่ปล่อยลงสู่เมืองเกอร์นิคา ในดินแดนบาสก์ ของประเทศสเปน

วัตถุประสงค์เดิมของการจู่โจมด้วยระเบิดนี้เป็นที่ตำแหน่งสะพานหินผ่านแม่น้ำโอคา แม้กระนั้นเมื่อทำจริง กับไม่ทำตามแผน เพราะมันลุกลามทำลายตั้งแต่ ตลาด ร้าน บ้านช่อง รวมทั้งผู้คน สิ่งเหล่านี้ คือ เหยื่อจากระเบิดจำพวกนั้น และสิ่งที่เหลืออยู่และแทบไม่พังเลยกลับกลายเป็นสะพานหินที่ระบุตำแหน่งไว้ในแผนการ

การจู่โจมข้าราชการในเมืองเกอร์นิคาทางอากาศไม่ใช่ทีแรกของสงคราม เพราะมีเหตุลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นมาก่อน รวมทั้งมีข้าราชการที่เสียชีวิตจำนวนมาก แต่ว่ามันกลับไม่เป็นที่สังเกตตราบถึงขณะนี้

ภาพวาดของปิกัสโซเป็นผลงานชั้นเยี่ยมที่ทำให้มองเห็นจิตใจคนที่ขาดความกรุณาปรานีของการรบ แล้วก็นำไปสู่การตั้งคำถามที่ต้องถามหลังจากนั้นว่า เรื่องจริงแล้วมันคืออะไรกันแน่ของสงครามครั้งนี้ ทำไมวัตถุประสงค์เดิมของการทิ้งระเบิดถึงได้เปลี่ยนไป จากการจู่โจมคราวที่เป็นเพียงการเตรียมพร้อมของการศึกระเบิดในตอนสงครามโลกครั้งที่ 2 เพียงแค่นั้น

เกอร์นิคา เปลี่ยนเป็นภาพสะท้อนของการสู้รบสมัยใหม่ ที่มหาอำนาจใช้ความรุนแรงรังควานข้าราชการโดยไม่มีความกลัวเกรง ซึ่งคนทั่วโลกบางทีอาจพร้อมใจกันลืมเรื่องดังกล่าว ราวกับเป็นมันเพียงแค่เรื่องราวอื่นๆ ถ้าเกิดภาพวาดเกอร์นิคาไม่ย้อนกลับมาเป็นภาพจำอีกครั้ง หลังจากเมืองถูกกระหน่ำด้วยระเบิด 

ภาพดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นถูกเอามาแสดงในกรุงปารีส เมื่อนับมาถึงวันนี้ก็ล่วงมา 80 ปีแล้ว มันเป็นเสียงร้องของมนุษย์ที่ต้านการใช้อาวุธร้ายแรงในการทำศึกสงครามที่เกี่ยวข้องกับการเมือง อันทำให้เกิดผลเสียต่อราษฎรซึ่งแม้ว่าจะอยู่ไกลห่างจากแนวหน้าที่มีการทำศึก แต่กลายเป็นผู้เคราะห์ร้ายโดยตรง 

เกอร์นิคา ได้บอกถึง สงครามที่ทุกคนจะได้รับผลกระทบหมดไม่แบ่งว่าเป็นแนวหน้าศึกหรือคนธรรมดาทั่วไป มันเป็นการทำศึกที่ไร้เมตตา มันเป็นการศึกที่เอาชีวิตคนธรรมดาคนเดินดินมากยิ่งกว่าเหล่าทหาร

ภาพนี้ได้ถูกจัดแสดงในกรุงปารีส อีกครั้ง เพื่อเป็นเสียงร้องต่อต้านความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นจากการทำสงครามการเมืองที่ชัดเจนที่สุด หากมองย้อนมาที่ประเทศไทย ก็คงมีคนจำนวนไม่น้อยที่น่าจะสนใจ และพอใจรูปนี้อยู่มากเพราะมันเหมือนจะใกล้เคียงกับประเทศไทยอยู่บ้าง

ถึงแม้ว่าเวลาจะผ่านไปแล้วกว่า 80 ปี แต่ภาพเกอร์นิคานั้น ยังคงเป็นเหมือนสิ่งที่คอยเตือนใจชาวสเปนและเยอรมันอยู่เสมอ ว่าสงครามนั้นสร้างผลเสียมากมายเช่นใด โดยเฉพาะผลเสียต่อจิตใจของประชาชน

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย    sexybaccarat

ประติมากรรมและประวัติศาสตร์โบราณ 

แต่ยุคสมัยก็มีวิวัฒนาการของงานหรือแม้แต่จะเป็นในส่วนของงานศิลปะเช่นเดียวกันที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาผู้คนและการให้ความสนใจในการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนา นั่นเป็นเพราะว่าศิลปะเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งที่ผู้คนต่างๆความสนใจในการเข้ามากล่อมเกลาจิตใจทุกคนแต่ละยุคสมัยมีการผลิตลักษณะของงานศิลปะที่แตกต่างกันไปเพราะผู้คนต่างๆที่มีการพัฒนางานหรือแม้แต่จะเป็นการพัฒนารูปแบบการอยู่อาศัยบ่งบอกได้ถึงงานศิลปะต่างๆ

ที่มีการเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัยโดยความต้องการของผู้คนที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ โดยเฉพาะผู้คนในยุคปัจจุบันที่มีการเข้าถึงในส่วนของงานศิลปะจำนวนมากได้นี่จึงทำให้สามารถสืบเสาะหาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์โบราณหรืองานศิลปะโบราณได้ ศิลปะโบราณเป็นสิ่งที่สามารถบ่งบอกได้ว่าในยุคสมัยนั้นผู้คนทำกิจกรรมอะไรหรือแม้จะมีความเชื่อใดๆก็ตาม

สามารถค้นหาได้ในงานศิลปะต่างๆเป็นเพราะว่าศิลปะคือสิ่งที่สะท้อนถึงวิถีชีวิตของผู้คนรวมถึงยังเป็นในส่วนของการพัฒนารูปแบบในการเข้าถึงความเชื่อและการพัฒนารูปแบบในการใช้ชีวิตของผู้คนต่างๆจึงเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ปฏิมากรรมหรือศิลปะโบราณเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่ง ที่ผู้คนสามารถเข้าถึงจริงๆ ไม่เว้นแม้แต่ในยุคถ้ำที่มนุษย์มีการจดบันทึกเรื่องราวต่างๆหรือว่ามีการใส่รายละเอียดเกี่ยวกับการอยู่อาศัยว่า

ประติมากรรมต่างๆได้มีการพัฒนาตลอดเวลาและในยุคปัจจุบันก็มีการค้นหาเพื่อศึกษาชีวิตความเป็นมาหรือสิ่งที่ผู้คนต้องการ ศิลปะประติมากรรมในส่วนต่างๆเหล่านี้นั่นคือการแกะสลัก การปั้น เนื่องด้วยไม้ โลหะ สัมฤทธิ์ สิ่งต่างๆเหล่านี้ถูกพัฒนาอย่างรวดเร็วหรือไม่พัฒนาตลอดเวลารวมถึงความเชื่อเกี่ยวกับทางด้านศาสนาหรือแม้แต่จะเป็นการอยู่อาศัยของผู้คนต่างๆ ก็ถูกสร้างเป็นงานศิลปะเจริญมาก

เพราะสามารถเข้าถึงผู้คนได้ง่ายมากขึ้นอย่างไรก็ตามในปัจจุบันจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่ผู้คนต่างๆสามารถเห็นงานศิลปะในยุคต่างๆได้ง่ายมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นตามวัดโบสถ์หรือกำแพงต่างๆของสถานที่เกี่ยวกับศาสนาทุกคนก็จะเห็นเกี่ยวกับงานศิลปะจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นตัวละครในวรรณคดี หรือแม้แต่จะเป็นในส่วนของที่เกี่ยวข้องกับศาสนา

อย่างไรก็ตามปฏิมากรรมมีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลาหรือมีการเปลี่ยนแปลงตลอด เนื่องด้วยผู้คนต่างมีความจำเป็นจะต้องศึกษาประวัติศาสตร์ความเป็นมาของ ประวัติศาสตร์ความเป็นมาของมนุษย์ตั้งแต่กำเนิดขึ้นมาโดยการสร้างสรรค์ศิลปะต่างๆเหล่านี้มีการพัฒนาเพิ่มสุนทรียภาพของผู้คน

ผู้คนต่างๆในยุคปัจจุบันมีความต้องการในการเสพงานศิลปะหรือว่ามีความต้องการในการเรียนรู้เรื่องราวต่างๆในอดีตนี้จะมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ปฏิมากรรมหรือประวัติศาสตร์โบราณได้มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ช่วยผู้คนสามารถเข้าถึงการเรียนรู้และการพัฒนาเรื่องราวต่างๆได้ดีมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามแต่ละยุคแต่ละสมัยก็มีการเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาอยู่ตลอดเวลา 

 

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  เซ็กซี่ บาคาร่า ทดลอง

งานประติมากรรมของโรมันที่ได้รับอิทธิพลมาจากกรีก 

กรีก 1 ยุคสมัยที่มีความเจริญรุ่งเรืองไม่ว่าจะเป็นอารยธรรมหรือแม้แต่จะเป็นผู้คนต่างก็มีการพัฒนาความเป็นอยู่หรือแม้แต่จะเป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบในการอยู่อาศัย งานศิลปะก็เช่นเดียวกันที่มีการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นถือว่าเป็นการถ่ายทอดอารยธรรมไปสู่สถานที่อื่นเพราะปลีกเป็นยุคที่มีการเจริญรุ่งเรืองทางด้านเมืองหรือแม้แต่จะเป็นการที่ไปรุกรานสถานที่อื่นก็จะนำอารยธรรมต่างๆไปเผยแพร่ด้วย

อย่างไรก็ตามที่จะเป็นสาเหตุที่ทำให้มีการพัฒนารูปแบบไม่ว่าจะเป็นสถาปัตยกรรมหรือแม้แต่จะเป็นในส่วนของชิ้นงานต่างๆทางประวัติศาสตร์ก็มีมากมายที่ได้รับการสืบค้นใน กรีกได้ถ่ายทอดอารยธรรมต่างๆ ไปสู่สถานที่อื่น หนึ่งยุคที่มีความเจริญรุ่งเรืองทางด้านงานต่างๆไม่ว่าจะเป็นสถาปัตยกรรม

หรือแม้แต่ จะเป็นในส่วนของประติมากรรมในยุคของโรมัน โปรมันเป็นยุคที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากยุคกรีกในยุคเริ่มต้นของงานศิลปะนั้นถือว่าเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งโดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่อารยธรรมต่างๆเหล่านั้นได้มีการพัฒนาเป็นงานต่างๆไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบในการทำงานศิลปะ ทำให้ต่างๆของสุนทรียภาพการแสวงหารูปแบบของงานใหม่ๆอยู่เสมอ

ปฏิมากรรมของชาวโรมันถูกแบ่งออกเป็น 2 หน้า นี่คือยุคแรกเป็นยุคที่อยู่ภายใต้ของอิทธิพลของยุคกรีก  เกรโค โรมัน เป็นยุคที่มีความเจริญรุ่งเรืองทางประติมากรรมโดยช่องทางในการพัฒนาและก็คือได้รับอิทธิพลมาจากประเทศกรีกโดยตรงอย่างไรก็ตาม การแสดงออกทางศิลปะตอนนี้ก็มีวัฒนธรรมที่ดีเช่นเดียวกันการลอกแบบ ของานต่างๆ หรือแม้แต่จะเป็นการสร้างงานประติมากรรมต่างๆขึ้นมามาก การแสดงออกถึงวัฒนธรรมอย่างชัดเจนอย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงของลักษณะในยุคของโรมันจึงทำให้มีงานศิลปะต่างๆมากมายออกมา

ยุคที่ 2 คือยุคที่มีลักษณะในการทำให้เหมือนจริงได้มากที่สุด การทำปฏิมากรรมหรือว่ารูปภาพต่างๆให้มาจริงๆที่สุดเพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดีหรือแม้แต่จะเป็นความเคารพถึงบรรพบุรุษ การเปลี่ยนแปลงของผู้คนไม่ว่าจะเป็นลักษณะในการทำงานหรือแม้แต่จะเป็นการสร้างรูปแบบงานจะช่วยให้มีการพัฒนารูปแบบให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น

ในส่วนที่ได้รับชื่อเสียงอย่างมากคือการทำหน้ากากของผึ้ง ซึ่งล้อมาจากใบหน้าจริงๆของบรรพบุรุษอย่างไรก็ตามการแสดงออกถึงความเหมือนจริงนอกจากจะแสดงถึงความรู้สึกตื้นตันด้วยความปิติยินดี ยังแสดงถึงอารยธรรมที่มีการพัฒนาอยู่เสมอของทั้งแรงงานศิลปะ

การเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยของศิลปะมีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาโดยเฉพาะในส่วนของที่ได้รับอิทธิพลมาจากชาวกรีกซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงของงานต่างๆเพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตามยุคสมัยของโรมันก็มีการพัฒนาและส่งต่องานศิลปะด้านข้างเยอะจนถึงยุคปัจจุบันที่ได้รับอิทธิพลอย่างมากของงานในยุคนี้ที่ซึ่งพัฒนารูปแบบงานในยุคปัจจุบัน 

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  เซ็กซี่ บาคาร่า ขั้นต่ำ10บาท

การเปลี่ยนแปลงในรูปแบบศิลปะ

การเปลี่ยนแปลงรูปแบบศิลปะ ศิลปะคือการที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาไม่ว่าจะเป็นประวัติศาสตร์หรือไม่เจริญการใช้ชีวิตของมนุษย์ มนุษย์มีความต้องการในการส่งต่อเรื่องราวต่างๆหรือแม้แต่จะเน้นการพัฒนาสิ่งต่างๆที่มันขึ้นอย่างไรก็ตามนี้จึงเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่ง ความเชื่อ ศาสนาต่างๆ หรือความหวาดกลัวทุกอย่างสามารถนำมากลายเป็นงานศิลปะได้ทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็นงานวาดภาพระบายสี งานประติมากรรม ภาพวาดภาพปั้นหรืองานแกะสลักทุกอย่างล้วนมีแนวคิดต่างๆหรือแม้แต่จะเป็นความคิดของศิลปินต่างๆ

โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงของศิลปะมีลักษณะที่สร้างสรรค์มากยิ่งขึ้นไม่ว่าจะเป็นการสร้างประติมากรรมเพื่อบันทึกเรื่องราวของมนุษย์ ตั้งแต่สมัยโบราณว่าประวัติศาสตร์มนุษย์มีกิจกรรมอย่างไร การเปลี่ยนแปลงรูปแบบในการทำงานต่างๆเหล่านี้เองช่วยให้ผู้คนสามารถเข้าใจเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นได้เพราะผู้คนมีการพัฒนางานและการอนุมัติจะเป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานมีการพัฒนาอยู่เสมอ

อย่างไรก็ตามแม้แต่จะเป็นการศึกษาในยุคปัจจุบันก็มีการพัฒนาที่ค่อนข้างเยอะ ถ้าเป็นเด็กในวัยประถมก็สามารถเข้าถึงงานศิลปะทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็นการเขียนเพื่อสื่ออารมณ์ต่างๆ หรือพัฒนาแนวคิดต่างๆ ทักษะต่างๆตอนนี้มีการพัฒนาตลอดเวลา 

สุนทรียภาพแห่งการรับรู้ช่วยให้ผู้คนต่างๆมีจิตใจที่ดีมากยิ่งขึ้น ในการเข้าถึงงานศิลปะจำเป็นจะต้องมีการเปิดใจเพื่อรับรู้เรื่องราวต่างๆศิลปะต่างๆโดยผ่านกระบวนการคิดหรือแม้จะเป็นอารมณ์ต่างๆทางด้านศิลปะ นี่จึงทำให้การเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยต่างๆในการพัฒนางานในตามีผลอย่างยิ่งกับงานศิลปะโดยเฉพาะในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบในการทำงานหรือเปล่าวันนี้เข้ามามีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงรูปแบบในการใช้ชีวิตของผู้คน การติดต่อสื่อสารการสร้างผลงานต่างๆ

หรือแม้แต่จะเป็นการพัฒนาสังคมของมนุษย์ที่มีการพัฒนาที่ดินข้างเดียวอย่างไรก็ตามที่เป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ประวัติศาสตร์มีส่วนสำคัญที่ช่วยเปลี่ยนแปลงงานศิลปะ เปลี่ยนแปลงรูปแบบในการใช้ชีวิตของผู้คนหรือแม้แต่จะเป็นการพัฒนาความรู้ให้ดีมากยิ่งขึ้น

นำแนวคิดต่างๆเข้ามาพัฒนางานในยุคปัจจุบันถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้เกี่ยวกับงานศิลปะในยุคอดีตหรือแม้แต่จะเป็นการใช้ วัสดุทางธรรมชาติเข้ามาทำงานศิลปะเพื่อระบายออกซึ่งอารมณ์หรือแม้แต่จะเป็นการบันทึกเรื่องราวต่างๆ อย่างไรก็ตามตั้งแต่ยุคอดีตมนุษย์มีการใช้งานศิลปะเพื่อสร้างสรรค์ผลงานหรือแม้แต่จะเป็นการบันทึกแนวคิดต่างๆตามยุคตามสมัย

รวมทั้งมีการพัฒนางานตลอดเวลาให้มีประสิทธิภาพหรือร่วมสมัยที่เพิ่มมากขึ้น เพื่อเข้าถึงผู้คนง่ายๆ  เพราะศิลปะคือการเข้าใจถือวิธีคิดและถ่ายทอดออกเป็นผลงานชนิดต่างๆให้ผู้คนได้รับรู้ถึงสิ่งที่ต้องการสื่อ

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย   aesexy

ศิลปะในยุคหิน

ศิลปะในยุคหิน ศิลปะเป็นสิ่งที่มีการสืบทอดและมีกรแสดงฝีมือความคิดสร้างสรรค์ทางด้านศิลปะนั้นมาเป้นระยะเวลายาวนานมากแล้ว ตั้งแต่สมัยยุคก่อนประวัติศาสตร์ก็มีการสันนิษฐานและจากการพบร่องรอยต่างๆ ก็ทำให้ทราบว่าศิลปะเป็นสิ่งที่มีมาอย่างยาวนานมากๆ โดยจะเริ่มต้นจากยุคหิน ยุคหินนั้นก็มีการแบ่งออกเป็นยุคหินเก่ามีอายุราว 10,000-20,000 ปี ยุคหินกลางมีอายุอยู่ที่ 8,000ปี และยุคหินใหม่มีอายุประมาณ 4,000 ก่อนคริสต์กาลซึ่งในยุคนั้นมีการสันนิษฐานจากหลักฐานที่พบว่าศิลปะในยุคนั้นมีการแบ่งศิลปัออกเป็นสิงประเภท

งานจิตกรรม สำหรับการสร้างสรรค์ผลงานด้านจิตกรรมสำหรับคนในยุคหินเก่านั้นจะมีการอาศัยการวาดภาพ และถึงแม้เมื่อก่อนนั้นจะไม่ได้มีวัสดุอุปกรณือะไรมากมายเท่าในยุคปัจจับันและความคิดสร้างสรรค์ทางด้านจินตนาการของคนยุคนั้นก็อาจจะไม่ได้มีสิ่งที่เป็นแรงบันดาลใจในความคิดสร้งสรรค์ที่มากนักเช่นกัน ทำให้คนในยุคก่อนประวัติศาสตร์นั้นมีการใช้วัสดุปกรณ์ในการสร้างสรรค์ผลงานทางสิลปะที่เป็นวัสดุอุกรร์ที่อยู่ใกล้ๆมือนำมาใช้ในการวาดเขียนหรือสร้างสรรค์ผลงานนั่นเอง

และการสร้างสรรค์ศิลปะในยุคนั้นไม่เพียงแต่เป็นการสร้างความเพลิดเพลินแต่ยังเป็นสิ่งที่พวกเขานั้นใช้เป็นการบันทึกเรื่องราวในแต่ละวันด้วย โดยการสร้างสรรค์ผลงายโดยส่วนใหญ่ของยุคนั้นจะเป็นการสร้างสรรค์โดยผ่านฝาพนังนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นการวาด การขีดเขียนและการทำเครื่องหมายต่างๆลงบนผลงานศิลปะของพวกเขาด้วย

โดยส่วนใหญ่นั้นจะเป้นการสร้างสรรค์ผลงานในถ้ำและมีเพียงม่กี่ถ้ำที่คนในยุคหินเก่านั้นนิยมที่จะไปสร้างสรรค์และถ้ำที่มีการค้นพบว่ามีคนในยุคหินเก่านั้นได้มีการสร้างสรรค์ผลงานทางด้านศิลปะไว้นั้นก็คือถ้ำอัลตามิรา ถ้ำนี้นั้นถือว่าเป็นถ้ำที่มีการบันทึกเรื่องราวด้วยการใช้ศิลปะในกานด้านจิตกกรมที่ได้รับความนิยมตั้งอยู่ทางภาคเหนืองของประเทศสเปนในปัจจุบัน โดยการค้นพบถ้ำแห่งนี้นั้นเป็นการค้นพบโดยบังเอิญ โดย Marcelino Sanz De Sautuola และสิ่งที่พบในการสร้างสรรค์ผลงานทางด้านศิลปะของคนในยุคก่อนนั้นเป็นการบันทึกกิจกรรมบูชายัญช์ในยุคนั้นนั่นเอง

งานประติมากรรม ในยุคก่อนประวัติศาสตร์นั้นงานั้เป็นลักษระประติมากรรมนั้นจะเป็นการสร้างสรรค์งานที่ไม่มีขนาดใหญ่นักแต่ก็มีความนสวยงามสำหรับความเป็นผลงานสร้างวรรค์ทางด้านประติมากรรมนั่นเอง และงานประตอมกรรมในยุคนั้นถือว่ามีการสร้างสรรค์และการวัสดุอุปกรณ์ที่ค่อนข้างมีความแข็งแรงอย่างมากเลยทีเดียว และงานประติมากรรมที่ถือว่าเป็นผลงานชิ้นเอกในยุนก่อนประวัติศาสตร์เลยนั้นก็คือ Venus Of Willendoref เป็นงานประติมากรรมที่ถูกค้นพบโดยกลุ่มนักโบราณคดี

จากการสำรวจถ้ำต่างๆและได้มีการค้นพบรูปปั้นลักษณะประหลาดที่มีขนาด11เซนติเมตรเข้าโดยบังเอิญ ซึ่งลักษระรูปปั้นนั้นเป็นลักษระของหญิงสาวที่มีลักษณะผมหยิก นมใหญ่ลีรูปร่างอ้วนท้วมสมบูรณ์ คาดว่าเป็นการสร้างสรรค์งานประติมกรรมที่บ่งบอกถึงสภาพของร่างกายของคนในยุคนั้นนั่นเอง ถือว่าก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างมากทั้งความเป็นจิตรกรรมและประติมกรรมที่เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยยุคก่อนประวัติศาสตร์เสียอีก

 

สนับสนุนโดย  บาคาร่า บิกินี่

ชีวิตของเด็กสถาปัตย์

ชีวิตของเด็กสถาปัตย์  การเรียนในแต่ละสาขาวิชานั้นมีความยากง่ายแตกต่างกันไป แต่โดยส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเลือกเรียนสายไหนหรือสาขาใดก็มักจะมีสิ่งที่ต้องเรียนรู้และเป็นสิ่งที่เริ่มต้นด้วยความยากเสมอ โดยเฉพาะการเรียนสถาปัตย์นั้นก็เป็นอีกหนึ่งสาขาการเรียนรู้ที่มีความยากในตัวของมันเองและด้วยความที่สถปัตย์นั้นเป็นสิ่งที่มีการเรียนรู้ในหลากหลายแขนง ไม่ว่าจะเป็น วิทยาศาสตร์ ศิลปะ ทั้งสองอย่างคือสิ่งที่เลือกปรุเพื่อเป็นส่วนผสมที่ทำให้สถาปัตย์มีความลงตัวได้นั่นเอง

และยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่เด็กหรือคนที่เรียนสถาปัตย์นั้นต้องเจอและเตรียมใจไว้เลยก็คือ การเรียนค่อนข้างหนัก งานหนักแทบไม่ได้หลับได้นอนเลยทีเดียวและหลายๆคนหรือรุ่นพี่ก็มักจะกล่าวไว้ว่าการเรียนสถาปัตย์นั้นเป็นสิ่งที่ต้องใช้พลังงานในการเรียนรู้ที่เหนือมนุษย์เลยก็ว่าได้

สิ่งที่อยากจะย้ำสำหรับคนที่เรียนหรือต้องใช้ชีวิตเป็นเด็กสถาปัตย์นั้นก็คืองานนหนัก เป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ โดยการสัมภาษย์ก่อนเข้าเรียนสาขาหรือคณะเกี่ยวกับสถาปัตย์นั้นคำถามอย่างว่า อดนอนเก่งไหม นอนน้อยไหวหรอ จะเป็นคำถามที่ผู้สอบเข้าสาขาคณะสถาปัตย์จะได้ได้พบเจออย่างแน่นอน และคำตอบสำหรับผู้สอบหลายๆคนนั้นก็มักจะตอบด้วยความทั่นใจว่า สามารถที่จะทำได้นเรื่องของการอดหลับอดนอน

แน่นอนว่าเมื่อเวลาผ่านไป โดยเฉพาะในช่วงปีสามของการเรียนมหาลัยในคณะสถาปัตย์นั้นบอกเลยว่าเป็นช่วงที่โหดร้ายที่สุดเพราะในช่วงนั้นนอกจากจะต้องเรียนรู้ในภาคทฤษฎีต่างๆแล้ว สถาปัตย์จะเน้นไปทางปฏิบัติการทำงานอย่างจริงจังด้วย เพราะเมื่อขึ้นปีสี่ของการเรียนนั้นจะต้องมีการฝึกงานแลทำโปรเจ็คเพื่อเป็นสิ่งการันตรีว่าออกไปพร้อมที่จะทำงานได้เลยนั่นเอง

สำหรับการออนอนนั้นผู้ที่ต้องการจะศึกษาในคณะหรือวิชาสถปัตย์ต้องแยกให้ออกก่อนว่าเราสามารถที่ตะอดหลับอดนอนในลักษณะใด เพราะการอดนอนในการทำกิจกรรมต่างๆนั้นไม่เหมือนกันนั่นเอง การอดหลับอดนอนสำหรับคนที่เรียนคณะสถาปัตย์นั้นจะต้องอดหลับอดนอนเพื่อตำชิ้นงานหรือทำงานเพื่อให้งานนั้นสามารถสำเร็จลุล่วงได้ในเวลาที่กำหนด

แต่หลายๆคนอาจจะสับสน่าการอดหลับอดนอนในการเรียนหรือทำงานด้านสถาปัตย์นั้นเหมือนกับการที่เราอดหลับอดนอนในการเล่นเกมส์หรือไปเที่ยวเล่น ซึ่งแน่นอนว่าการใช้พลังงานในการทำกิจกรรมนั้นแตกต่างกันออกไปโดยสิ้นเชิง

หลายคนก็อาจจะคิดว่าถึงานในการเรียนรู้หรือการทำกิจกรรมในคณะสถาปัตย์นั้นต่อให้หนักแค่ไหนก็ไม่น่าจะเกินความสามารถของคนเรา ซึ่งแน่นอนว่าไม่เกินถ้าหากคนคนนั้นมีความอดทนมากพ่อนั่นเอง ดังนั้นแล้วการเรียนสถาปัตย์ไม่ใช่สิ่งที่ง่ายเลย เพราะนอกจากจะต้องเรียนรู้ในเรื่องทฤษฎี

การทำงานจริงไม่ว่าจะเป็นการออกแบบในเชิงวิทยาศาสตร์หรือในเชิงศิลปะ ก็เป็นสิ่งที่ผู้เรียนนั้นล้วนจะต้องลงมือปฏิบัติอย่างจริงจังเพื่อที่ทำให้สามารถทำงานได้อย่างดีในอนาคต 

 

ขอขอบคุณผู้ที่ให้การสนับสนุนโดย   เซ็กซี่เกม บาคาร่า

The Last Supper หนึ่งในงานศิลป์ที่มีชื่อเสียงของ เลโอดาร์โน ดา วินชี

งานศิลป์ที่มีชื่อเสียง  ของ เลโอดาร์โน ดา วินชี

งานศิลป์ที่มีชื่อเสียง เลโอนาร์โด ดา วินชี เป็นศิลปินชาวอิตาลี ที่มีความเป็นอัจฉริยะรอบด้าน มีความรู้ ความเข้าใจ ทั้งในด้านการสร้างผลงานสไตล์แบบเรอเนซองส์ เป็นนักเล่นดนตรี  นักคิดค้น วิศวกร นักปั้น นักเรขาคณิต นักวาดรูป เรียกได้ว่าเป็นบุคคลที่หายากมากๆ เพราะอัจฉริยะเกินมนุษย์ทั่วไป

พ่อของเขา มีชื่อ แซร์ ปีเอโร ดา วินชี เป็นบุคลากรที่ทำงานด้านการรับประกันเอกสารของเมือง มีแม่ชื่อ คาตารีนา ทำอาชีพเกษตรกร  หนึ่งในงานศิลป์ที่มีชื่อเสียงของ เลโอนาร์โด ดา วินชี และเป็นที่รู้จักกันดี คือภาพวาดที่มีชื่อว่า The Last Supper 

ภาพนี้วาดขึ้นตามเรื่องตามราวในตำราไบเบิ้ล ถ่ายทอดเรื่องราวระหว่างการรับประทานอาหารมื้อเย็นของพระเยซูคริสต์กับเหล่าสาวกในห้องข้างบน ซึ่งอาหารมื้อนี้เป็นมื้อสุดท้าย ก่อนจะทรงโดนจับไปตรึงกางเขน เลโอนาร์โด ดา วินชี นั้นใช้เวลาวาดรูปของนี้นานมากถึง 4 ปี โดภาพวาดนี้ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนที่ได้เพราะว่าถูกวาดไว้บนผนังในคฤหาสน์ของผู้มีพระคุณที่เลี้ยงเขามา The Last Supper เป็นภาพวาดที่ยอดเยี่ยมทางงานศิลปะ ด้านงานจิตรกรรมที่สำคัญและมีชื่อเสียงทั่วทั้งโลก ที่สำคัญยังคงอยู่ให้เห็นได้ในปัจจุบัน 

ใครๆ ก็ว่าผลงานนี้ช่างยิ่งใหญ่ งดงาม และใช้เวลานานมากในการวาดให้เสร็จ  แต่จะมีใครรู้บ้างว่า ผลงานที่มีชื่อว่า The Last Supper นั้นก็มีความบกพร่องที่หลบอยู่ ถึงแม้ดูเหมือนจะเป็นผลจากชั้นยอดที่บรรจงและตั้งใจทำขึ้นมาอย่างมีสไตล์ แต่ว่าก็มีนักวิชาการด้านศิลป์ได้มองเห็นถึงความผิดพลาดจำนวนมากบนผลงานชิ้นยอดเยี่ยมนี้ของ เลโอนาร์โด ดา วินชี 

โดยจุดที่บกพร่องก็คือ ช่วงเวลาและเนื้อหาของภาพที่ถูกระบุไว้ ตามหนังสือได้บันทึกไว้ว่า เวลานั้นเป็นเวลาช่วงค่ำ แต่ทำไม เลโอนาร์โด ดาวินชี ถึงวาดท้องฟ้าให้สว่างไสวกัน ซึ่งก็มีผู้คนที่แสดงความคิดเห็นออกมาจำนวนมากโดยเหตุผลที่มีความเป็นไปได้ คือ สีของท้องฟ้าที่สว่างสไวนั้น อาจเป็นการแสดงถึงความศักดิ์สิทธิ์ก็เป็นได้ จุดบกพร่องต่อมาที่เห็น คือ โต๊ะ และอาหาร ถูกวาดเป็นสไตล์ยุโรป เพราะในยุคพระเยซูคริสต์นั้น อิสราเอลตกอยู่ภายใต้การครอบครองของอาณาจักรโรมัน  

นอกจากผลงานชิ้นนี้แล้ว เขายังมีผลงานที่โด่งดังมากๆ อีกหนึ่งผลงาน ซึ่งคาดว่าทุกคนน่าจะรู้จักกันดี ผลงานนี้มีชื่อว่า โมนา ลิซ่า (Mona Lisa) ภาพวาดผู้หญิงที่ชวนสงสับกับรอยยิ้มปริศนา สุดท้ายแล้ว เลโอนาร์โด ดา วินชี นั้นก็เสียชีวิตลงอย่างสงบด้วยวัย 67 ปี

 

 

ขอขอบคุณ  เว็บบาคาร่าฝากถอนไม่มีขั้นต่ำ  ที่ให้การสนับสนุน

ประวัติศาสตร์เกาหลีในช่วงที่เป็นยุคเผา  ยุคพระมหากษัตริย์ในตำนาน

   ประวัติศาสตร์เกาหลี    สำหรับประเทศเกาหลีนั้นเป็นประเทศที่มีความเป็นมาอย่างยาวนานหลายพันปีซึ่งเป็นประเทศที่มีผู้คนจากหลากหลายเชื้อชาติมารวมตัวกันตั้งเป็นอาณาจักรแรกๆขึ้นมาหลังจากนั้นอาณาจักรนี้ก็ถูกทางด้านจีนเข้ามาปกครองและพวกเขาก็ต่อสู้กับจีนจนได้เป็นเอกราชเส้นวันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องของประวัติปากของเกาหลีในยุคแต่ละยุคกันว่าแต่ละยุคนั้นมีลักษณะความเป็นมาอย่างไรบ้าง

       สำหรับในยุคแรกนั้นเราเรียกยุคนี้ว่ายุคเผ่าเนื่องจากว่ามีคนหลายเผ่าพันธุ์มารวมตัวกันอยู่ในยุคนี้เป็นยุคเริ่มต้นของการสร้างราชอาณาจักรเกาหลีขึ้นมา  โดยมีข้อมูลว่ากันไว้ว่าเขาแรกที่เกิดขึ้นในยุคนี้นั่นก็คือเผ่าโชซอนโบราณซึ่งเป็นยุคที่มีการเลื่อนอำนาจเป็นอย่างมากเป็นยุคที่เกิดขึ้นช่วงในระหว่างปีพุทธศักราช 143 ถึง 243

โดยเผานี้จะมีการตั้งรกรากอยู่ทางแถบภาคเหนือในยุคนี้ยังมีอีกหลายเผ่าเช่นเผ่าพูยอ และยังมีเผ่าโกคูรยอ    รวมถึงเผ่าโอ๊คจอ   และยังมีอีกหลายเผ่าซึ่งแต่ละเผ่านั้นส่วนใหญ่แล้วก็จะตั้งอยู่ตามบริเวณแม่น้ำต่างๆเพื่อให้สะดวกต่อการอยู่อาศัยและในสมัยโบราณยังได้มีการพูดถึงเกี่ยวกับเรื่องของพระมหากษัตริย์ซึ่งมีตำนานเล่าขานต่อๆกันมาเกี่ยวกับเรื่องของการกำเนิดของพระมหากษัตริย์ในช่วงสมัยโบราณนั้นว่าเกิดขึ้นได้อย่างไรโดยมีการเล่าขานกันว่าในช่วงแรกนั้นเจ้าชาย ฮวางวุง ซึ่งเขาเป็นลูกของเทพเจ้าที่อยู่บนสวรรค์โดยเจ้าชายนั้นได้เสด็จลงมายังโลกมนุษย์

เพื่อที่จะมาสร้างบ้านเมืองโดยพระองค์ได้เสด็จมาอยู่ตรงบริเวณที่ภูเขาแตแบกซาน และเมื่อพระองค์ลงมาพระองค์ก็ได้มาพบรักกับหญิงสาวคนหนึ่งหญิงสาวคนดังกล่าวนั้นมีชาติกำเนิดมาจากหมีและพระองค์ได้ทำการแต่งงานกับหญิงสาวคนดังกล่าวหลังจากนั้นพระองค์ก็ได้มีโอรสขึ้นมาที่ชื่อว่ากันกุลและนี่เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของการก่อตั้งอาณาจักรของเกาหลีขึ้นมาซึ่งอาณาจักรแรกที่มีการพูดถึงนั่นก็คืออาณาจักรโชซอนโบราณนั่นเองโดยมีข้อมูลระบุเอาไว้ว่าอาณาจักรโซซอนนี้ได้มีการกำเนิดขึ้นมาในช่วงประมาณปี 1790  

ซึ่งเป็นช่วงก่อนพุทธศักราชอีกและยังมีการระบุได้ว่าในยุคนี้เป็นยุคที่เกาหลีนั้นตกเป็นเมืองขึ้นของประเทศจีนซึ่งจักรพรรดิของจีนที่เข้ามาครอบครองอาณาจักรโชซอนนั่นก็คือองค์จักรพรรดิฮั่นอู่ตี้   โดยนิสัยใหม่นั้นจักรพรรดิอันโหดที่ได้แบ่งการปกครองออกเป็นทั้งหมด 4 มณฑลด้วยกันแต่ที่องค์จักรพรรดิอันหูที่ดูแลมากที่สุดก็คืออาณาจักร นังนัง

เท่านั้นส่วนอาณาจักรอื่นพระองค์ไม่ค่อยสนใจมากนัก จนในที่สุดอาณาจักรทั้งหลายก็แยกตัวออกไปและไปรวมตัวกันมาเป็นชนเผ่าโคกูรยอหลังจากนั้นชนเผ่านี้เองที่มีการขับไล่องค์จักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ ของจีนออกไปได้เป็นผลสำเร็จและนี่เองที่ทำให้ปัจจุบันนั้นเราจะเห็นได้ว่าไม่ว่าจะเป็นด้านศาสนาหรือแม้แต่ตัวหนังสือของประเทศเกาหลีนั้นจะมีลักษณะคล้ายๆกับของประเทศจีนเนื่องจากว่าได้รับอิทธิพลมาช่วงสมัยที่ตกเป็นเมืองขึ้นนั่นเอง

 

สนับสนุนโดย  เปิดบัญชีคาสิโนขั้นต่ำ100

การนำศิลปะมาผสมผสานร่วมกับอาหาร

ศิลปะมาผสมผสานร่วมกับอาหาร อาหารเป็นสิ่งที่เรานั้นคุ้นเคยเป็นอย่าวดีเพราะเป็นสิ่งที่คนเรานั้นจะต้องรับประทานในทุกวัน ทำให้อาหารเป็นสิ่งที่เรานั้นรู้สึกว่ามีความจำเจเพราะอาหารไม่ว่าจะเป็นอาหารอะไร เมนูใดเมื่อเวลาผ่านไปเมื่อเรามีการระบประทานในทุกๆวันแล้วนั้นเราก็อาจะเกิดความเบื่อหน่ายได้ ถึงแม้ว่ารสชาติอาหารนั้นจะมีรสชาติที่อร่อยมากแค่ไหนก็ตามแต่ด้วยหน้าตาของอาหารนั้นมีความจำเจและน่าเบื่อ

ทำให้ผู้ทำอาหารส่วนใหญ่เข้าใจถึงความเบื่อหน่ายเหล่านี้ของผู้กินจึงติ้งมีการสร้างสรรค์อาหารเพื่อให้เกิดความน่าสนใจ ดดยในปัจจุบันหน้าตาของอาหารมีส่วนในการที่จะทำให้ผู้กินนั้นเลือกที่จะกินมากกว่ารสชาติของอาหารนั่นเอง จึงได้มีการคิดค้นและนำศิลปะต่างๆมาใช้ร่วมกับในการทำอาหาร เพื่อให้เกิดความแปลกใหม่ สร้างสรรค์ สวยงามและทำให้รู้สึกไม่น่าเบื่อ

การแกะสลัก ถือเป้นศิลปะอย่างหนึ่งและก็เป็นงานฝีมือด้วยเพราะจะต้องใช้ทั้งจินตนาการในการทำเพื่อให้ได้รูปร่างที่ออกมาตามที่เรานั้นต้องการ ดยการแกะสลักเพื่อตกแต่งอาหารนั้นสามารถทำได้ทั้งการใช้ผักผลไม้มาแกะสลักและนำไปตกแต่บนหน้าอาหารหรือจะเป็นการแกะสลักทั้งหมดเพื่อโชว์ความสวยงามของอาหารก็ได้ โดยการสร้างสร้างโดยการแกะสลักนั้นจะต้องใช้ผู้ที่มีความชำนาญการและมีการฝึกฝนในการแกะสลักมาเป็นอย่างดี ดังนั้นการจะนำความเป็นศิลปะในการสร้างสรรค์งานฝีมืออย่างแกะสลักนั้นมาผสมผสานร่วมกับอาหารถือว่าเป็นสิ่งที่ได้รับการยอมรับและเป็นสิ่งที่สวยงามสร้างความแปลกใหม่ในอาหารได้อย่างดีด้วย

กาตกแต่งอาหารด้วยจินตนาการต่างๆ ในปัจจุบันที่เห็นสิ่งที่นิยมนำมาตกแต่งให้เกิดความสร้างสรรค์นั่นก็คือทุกสิ่งที่เราสามารถกินได้ ไม่ว่าจะเป็นผักผลไม้เครื่องปรุง เครื่องเทศก็สามารถที่จะนำมาสร้างสรรค์โดยการตกแต่งลงบนหน้าของอาหารได้ ยกตัวอย่างเช่น การตกแต่งหน้าข้าวกล่องที่มีการนำสิ่งที่กินได้ ไม่ว่าจะเป็นสาหร่าย ไข่ งาขาว งาดำ ลูกเกิด แตงโมและอื่นๆอีกมากมายมาตกแต่งให้เป็นรูปร่างบ้านหน้าข้าวกล่องเพื่อให้เกิดความน่ารับประทานมากขึ้น

การตกแต่งในบักษณะนี้นั้นได้รับความสนใจจากเด็กๆอย่างมากด้วยและก็เป็นที่สนใจสำหรับผ้ใหญ่ด้วยเช่นกัน ดดยการตกตแงนั้นก็สามารถตกแต่งได้ออกเป็นหน้าต่างมากมายตามจิตนการของแต่ละคน และในบางครั้งกาตกแต่งหน้าข้าวกล่องนั้นก็นิยมนำมาเป็นกิจกรรมสำหรับเด็กๆด้วยเพราะเป็นสิ่งที่จะสามารถสร้างสรรค์ผลงานและจินตนาการด้านศิลปะได้อย่างดีเลยทีเดียว

ศิลปะการปั้นเพื่อการตกแต่ง ถือว่าเป็นที่นิยมมากในการสร้างสรรค์ลงบนจานอาหารเพราการตกแต่งในลักษณะอื่นๆเป็รพัยงการตกแต่งในรูปแบบสองมิติเท่านั้นแต่การปั้นเพื่อตกแต่งนั้นเป็นการสร้างสรรค์ผลงานในลักษณะสามมิติขึ้นมานั่นเองเพื่อให้อาหารจานนั้นดูมีความสวยงามและสิ่งที่มารปั่นเพื่อตกแต่งนั้นยังเป็นสิ่งที่รู้สึกเสมือนจริงอีกด้วย งานปั้นถือว่ายังคงเป็นสิ่งที่มีการนำมาผสมผสานให้เข้ากับอาหารจานโปรดอยู่เสมอ

 

สนับสนุนโดย  sexybaccarat

กำเนิด Olympus โดย Yoshihisa Maitani

กำเนิด Olympus  นักออกแบบกล้องถ่ายรูปชื่อดังซึ่งคนนี้นั้นเป็นคนเอเชียเป็นคนในวงการกล้องถ่ายรูปที่มีชื่อเสียงอย่างมากในรอบ 40ปีที่ผ่านมาละคนนั้นก็คือ Yoshihisa Maitani เขานั้นได้เกิดที่เมือง คากาวา ในปี1933โดยเป็นช่วงที่ญี่ปุ่นนั้นเป็นยุคที่ค่อนข้างมีความรุ่งเรืองและครอบครัวของเขานั้นก็เป็นครอบครัวที่ค่อนข้างจะมีฐานะและพ่อขิงเขานั้นชอบเล่นกล้องสิ่งนี้นั้นเลยเป็นสิ่งที่ทำให้เขาได้มีการคลุกคลีอยู่กับกลไกลที่เกี่ยวกับกล้องต่างๆ

และมีความชอบอย่างมากและจนกระทั้งเขานั้นรู้สึกรักและชอบที่จะประดิษฐ์ของเหล่านี้และในวัย10ของเขานั้น เขาสามารถที่จะประดิษฐ์กล้องที่เป็นของตัวเองขึ้นมาได้โดยเป็นกล้องตระกูล Brownie และเมื่อวลาผ่านไปจนเขานั้นอายุ16ปีเขานั้นได้จดสิทธิบัตรที่เป็นของตนเองมากถึง 4 ฉบับเลยทีเดียวซึ่งสิทธิบัตรนั้นเป็นสิทธิบัตรที่เกี่ยวกับกลไกลต่างๆของกล้องนั่นเอง

ด้วยความชอบจึงได้มีการสอบเข้ามหาลัยวาเซดะ ณ.กรุงโตเกียวที่มีชื่อเสียงในด้านวิศวะกรรมเครื่องกลและในช่วงมหาลัยนั้นเข้าได้เป็นเจ้าของกล้อง Leica iiiF ซึ่งเทคโนโลยีLeaicaในสมัยนั้นถือว่าเป็นเทคโนโลยีของกล้องฟิล์มที่ถือว่ามีเทคโนโลยีที่ล้ำหน้ากว่ากล้องฟิล์มอื่นๆที่สุดแล้วและเขานั้นได้สัมผัสกบการออกแบบที่มีความยอดเยี่ยม กลไกลของกล้องที่ยอดเยี่ยมและรสนิยมที่ดีอย่างมากของการใช้กล้องฟิล์มและนี่ก็คือพื้นฐานหลักๆที่ทำให้เขานั้นสามารถที่จะออกแบบกล้องในอนาคตและก้าวแรกที่ทำให้เขานั้นเข้าสู่วงการการออกแบบกล้องเมื่อ Eiichi Sakurai คนนี้นั้นเป็นนักออกแบบคนหนึ่งที่อยู่ใน Olympus

โดยคนนี้นั้นถือว่าเป็นคนที่ออกแบบกล้องตัวแรกของ Olympus เลยเมื่อเขาได้เห็นสิทธิบัติของ Yoshihisa Maitani นั้นเขารู้สึดทึ่งกับสิ่งที่ Yoshihisa Maitani คิดมากและเขาได้มีการเสนองานให้กับ Yoshihisa Maitani และเขาก็ได้ตัดสินใจในการเข้าไปทำงานที่บริษัท Olympus เลยนั่นเองเพียงวัย 23 ปีเท่านั้น

ในช่วงสองปีแรกที่ Yoshihisa Maitani ได้เข้าไปทำงานนั้นโดยไม่ได้เป็นการทำงานสะทีเดียวแต่เป็นเหมือนการเข้าไปเรียนรู้งานและเรียนรู้ตำแหน่งที่ตัวเองนั้นจะต้องทำและรับผิดชอบ และหลังจากสองปีก่อนที่เขานั้นจะมีโอกาสได้เริ่มต้นในการทำโปรเจกต์ที่สำคัญ ซึ่งเป็นโปรเจกต์ที่ชื่อว่า Mission Impossible เป็นโปรเจกต์ที่ Yoshihisa Maitani ได้เข้าสู่การออกแบบกล้องที่แท้จริงและได้ใช้งานในสิ่งที่เขานั้นได้เรียนรู้

และสั่งสมมาจริงๆ โดย Yoshihisa Maitani นั้นได้ตั้งโจทย์ให้กับตัวเองในการผลิตกล้องว่า เขานั้นจะต้องผลิตกล้องที่มีขนาดเล็กกว่ากล้องที่ Olympus แคยได้ผลิตออกมาและฟีลลิ่งในการใช้งานที่คล้ายคลึงกับ Leica และสามารถช่วยในเรื่องการประหยัดฟิล์มด้วยและ Yoshihisa Maitani นั้นได้ค่อยๆแก้ไขปัญหาทีละขั้นทีละตอนจนเขานั้น

ได้ตัวแบบในการสร้างกล้องแบบ Hafe Frame ขึ้นมาเป็นกล้องที่ช่วยให้สามารถประฟิล์มในการถ่ายได้ถึง1เท่าโดยสามารถถ่ายถึง 72 รูปเลยทีเดียวจนในที่สุดก็สามารถสร้างตัวต้นแบบออกมาได้โดยชื่อว่า Olympus Pen และสามารถผลิตกล้องตัวนี้ได้ในราคา 6,000 เยนและได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงนั้นรวมถึงในปัจจุบันกล้องรุ่นนี้ก็ยังคงเป็นที่นิยมในหมู่คนเล่นกล้องฟิล์มด้วย

 

สนับสนุนโดย  gclub